ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > ความสัมพันธ์ของศิลปะ สถาปัตยกร...

ความสัมพันธ์ของศิลปะ สถาปัตยกรรม ชุมชนและเมืองน่าอยู่ (3)


(3)

ตัวชี้วัดเมืองสวยงาม

จากรายงานสถานการณ์เมืองสวยงาม ประจำปี 2547 ของมูลนิธิพัฒนาไทร่วมกับสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนาได้ประมวล-วิเคราะห์ผลเพื่อแสดงให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์เมืองสวยงาม โดยอาศัยตัวชี้วัดความน่าอยู่ 5 มิติ ได้แก่

1.มิติเมืองปลอดภัย หมายถึงเมืองที่ประชากรผู้อาศัยมีความปลอดภัยจากอาชญากรรมและภัยพิบัติต่าง ๆ ทั้งที่เกิดจากธรรมชาติและน้ำมือมนุษย์ แบ่งเป็นประเด็นย่อยได้แก่ ภัยอาชญากรรม ยาเสพติด ภัยจากอุบัติเหตุจราจร สาธารณภัย

2.มิติเมืองสะอาด หมายถึงเมืองที่มีการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่เอื้อต่อการอยู่อาศัย การดำรงชีวิตที่ดีต่อประชาชน แบ่งเป็น 5 ประเด็นได้แก่ ขยะ สิ่งปฏิกูล อากาศ น้ำ และมลทัศน์

3.มิติเมืองคุณภาพชีวิต หมายถึงเมืองที่มีภาวะแวดล้อมซึ่งเอื้อให้ประชากรผู้อยู่อาศัยมีความสมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา กล่าวคืออยู่ในสภาพแวดล้อม และสังคมที่ดีมีสิ่งจำเป็นและอำนวยความสะดวกแก่การดำรงชีวิตอย่างเพียงพอแบ่งเป็น 3 ประเด็นได้แก่ สุขภาพ การศึกษา และเศรษฐกิจพอเพียง

4.มิติเมืองธรรมาภิบาล หมายถึงเมืองที่มีการบริหารจัดการที่ดี โดยทุกภาคส่วนของสังคมทั้งภาครัฐ   ภาคธุรกิจเอกชน ภาคปัจเจกชนและครอบครัว และภาคประชาสังคม เข้ามาเป็นส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรทางเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะแบ่งเป็น 5 ประเด็น ได้แก่ หลักนิติธรรม   หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วมและความเข้มแข็งของภาคสังคมหลักสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม

5.มิติเมืองศิลปวัฒนธรรม หมายถึงเมืองที่มีขนบธรรมเนียม ประเพณี วิถีชีวิต ศิลปกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ได้แบ่งเป็น 4 ประเด็น ได้แก่ ประวัติศาสตร์ของเมือง ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น

จะเห็นได้ว่าปัจจัยต่างๆ ที่สามารถชี้วัดความยั่งยืนของเมืองนั้นมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันไม่สามารถพิจารณาแยกส่วนได้ ประเด็นทางเศรษฐกิจสัมพันธ์กับความน่าอยู่ของเมืองและความน่าอยู่ของเมืองสัมพันธ์กับสภาวะแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม สภาวะแวดล้อมสัมพันธ์กับความสามารถในการรองรับได้ของธรรมชาติและเมืองที่จะมีการบริหารจัดการที่ดีต้องมีธรรมาภิบาล เมื่อเมืองมีธรรมาภิบาลจึงจะนำไป สู่ความน่าอยู่ น่าลงทุนและเศรษฐกิจที่ดี ซึ่งในที่สุดทำให้เมืองนั้นเป็นเมืองที่ยั่งยืน

 

การพัฒนาเมืองน่าอยู่และชุมชนน่าอยู่อย่างยั่งยืน

ภายหลังเมื่อรัฐบาลได้มอบหมายให้สภาพัฒน์ฯ รวบรวมหน่วยงานที่ดำเนินการนโยบายเกี่ยวข้องกับเมืองน่าอยู่ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อที่จะกำหนดกรอบและแนวทางที่เป็นรูปธรรมในการพัฒนาให้เกิดเมืองน่าอยู่ขึ้นในประเทศ โดยกรอบดังกล่าวกำหนดแนวทางไว้ 4 ประการ ได้แก่

ประการที่ 1 ประชาชนต้องอยู่ในเมืองนั้นด้วยความผาสุข

ประการที่ 2 เมืองจะต้องมีบริการพื้นฐานที่สะดวกสบายพอเพียงและทันต่อเวลา

ประการที่ 3 ประชาชนต้องมีสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ

ประการที่ 4 มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

จากแนวความคิดและองค์ประกอบในการสร้างเมืองให้น่าอยู่ดังที่กล่าวมาแล้วนั้นหลายฝ่ายก็มักเกิดคำถามตามมาว่า ในเมื่อมีแนวทางแล้ว ทำอย่างไรถึงจะสามารถสร้างความน่าอยู่ให้เกิดขึ้นกับเมืองได้ ดังนั้นคณะทำงานฯ จึงนำเสนอแนวคิดของการจัดโครงสร้างเพื่อนำไปสู่เมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืนไว้ดังนี้

องค์ประกอบที่ 1 ว่าด้วยนโยบายและวิสัยทัศน์ของเมือง ตั้งแต่ชุมชนขนาดเล็กจนถึงเมืองใหญ่ของกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารของเมืองจะต้องกำหนดวิสัยทัศน์นโยบายว่า อยากที่จะให้เมืองเป็นเมืองที่น่าอยู่อย่างไร โดยในการกำหนดนโยบายเพื่อให้ได้มาซึ่งวิสัยทัศน์ที่ดีของเมืองนั้น ในขั้นต้นผู้บริหารพึงกำหนดให้มีแผนพัฒนาภาค แผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนาชุมชน แผนพัฒนาที่อยู่อาศัย แผนพัฒนาสิ่งแวดล้อมเป็นต้น และเมื่อมีแผนพัฒนาต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว ท้องถิ่นจำเป็นจะต้องมีเครื่องมือที่จะช่วยให้แผนดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมให้ได้ ฉะนั้นกฎหมายที่เกี่ยวข้องจะต้องเป็นกฎหมายที่สอดรับกับนโยบายของท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น โดยกฎหมายหลักที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติผังเมืองและพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ในขณะที่กฎหมายฉบับที่สนับสนุนให้ท้องถิ่นสามารถระดมความคิด ถือเป็นเครื่องมือที่ดีได้ เช่น พระราชบัญญัติการจัดรูปที่ดินเพื่อการพัฒนา

องค์ประกอบที่ 2 เมื่อมีนโยบายมีวิสัยทัศน์แล้ว การที่จะให้เป็นไปตามนโยบายและวิสัยทัศน์นั้นได้ จำเป็นที่จะต้องมีองค์กรบริหารจัดการ ซึ่งก็คือ องค์กรบริหารส่วนตำบล เทศบาลหรือเทศบาลนครนั่นเอง องค์กรเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นส่วนบริหาร อบต. หรือว่าองค์กรในระดับรัฐบาลจะมีการรายงานมาเป็นลำดับขั้น ซึ่งในที่นี้ถือว่าการดำเนินการต่างๆ ต้องเป็นไปตามกรอบที่รัฐบาลกำหนด

ขณะเดียวกันก็ยังมีองค์กรอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า "องค์กรมหาชน" หรืออาจจะเป็นในรูปของบรรษัทพัฒนาเมือง หรือบรรษัทพัฒนาพื้นที่ มาเป็นเครื่องมือ โดยที่การวิเคราะห์ใช้เครื่องมือเหล่านี้ต้องมองเรื่องผลตอบแทนในเชิงพาณิชย์ด้วยเสมือนหนึ่งเป็นบริษัทเอกชน แต่ว่าเป็นของรัฐ ตัวอย่างขององค์กรพัฒนาเหล่านี้ เช่น การเคหะแห่งชาติ การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค การไฟฟ้า ฯลฯ ในที่สุดแล้ว ท้องถิ่นจะสามารถมีองค์กรพัฒนาได้เหมือนกัน บทบาทในการพัฒนาพื้นที่ของตน อาจจะได้รับความร่วมมือจากคนในท้องถิ่นหรือว่าร่วมระดมทุนกับภาคเอกชนก็ได้

องค์ประกอบที่ 3 ที่สำคัญที่สุดเมื่อมีนโยบายและมีรูปแบบการเป็นเมืองที่น่าอยู่แล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ เรื่องของเมืองนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก โดยเฉพาะการระดมทุนของท้องถิ่นในรูปแบบของการจัดเก็บภาษี เพราะในแนวความคิดเรื่องเมืองน่าอยู่นั้น ชุมชนใดต้องการสิ่งอำนวยความสะดวก หรือสาธารณูปโภค-สาธารณูปการใด ท้องถิ่นนั้นก็จะต้องจ่ายเพื่อความสะดวกสบายเหล่านั้น เช่น ชุมชนแต่ละแห่งก็มีความต้องการถนนเพื่อเข้าสู่ชุมชนแตกต่างกัน ในพื้นที่เมืองอาจต้องการถนนขนาดใหญ่ที่แข็งแรง ในขณะที่ชุมชนชนบท ต้องการเพียงถนนทางเข้าหมู่บ้านเล็กๆ ฉะนั้นโครงสร้างการจัดเก็บภาษีของคนเมืองย่อมต้องสูงกว่าในชนบทเพราะผลตอบแทนที่เกิดจากการใช้ประโยชน์ในสาธารณูปโภคต่างกัน แต่จากการศึกษาพบว่า การลงทุนเพื่อการพัฒนาพื้นที่ในแต่ละจังหวัดของภูมิภาคท้องถิ่นเองสามารถระดมทุนได้เพียงร้อยละ 7 ของงบประมาณที่จะต้องใช้พัฒนาทั้งหมด ในขณะที่องค์กรบริหารราชการส่วนกลาง เช่น กรมชลประทานหรือกรมทางหลวงนำเงินจากส่วนกลางไปลงทุนในท้องถิ่น ประมาณร้อยละ 20 นอกจากนั้น ประมาณร้อยละ 66 เป็นการลงทุนที่รัฐบาลส่วนกลาง ให้รัฐวิสาหกิจนำเงินจากภาครัฐไปลงทุนในท้องถิ่น ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า ทรัพยากรทางการเงินของท้องถิ่นอ่อนแอมาก ท้องถิ่นจะเข้มแข็งได้ด้วยการมีวิสัยทัศน์ มีองค์กรที่ดี แต่ว่าขาดเงินจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

 

ลักษณะของการพัฒนาแบบยั่งยืน

ตามรายงานการประชุม เรื่อง The World Conservation Strategy ได้กล่าวไว้ว่า การพัฒนาแบบยั่งยืนจะต้องมีกลยุทธ์หรือเครื่องมือ เพื่อทำให้เกิดลักษณะที่แสดงถึงการพัฒนาแบบยั่งยืนดังต่อไปนี้

1.มีการผสมผสานระหว่างการอนุรักษ์และการพัฒนาควบคู่กันไป

2.สนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ โดยไม่ควรให้เกิดความเกินเลยจนนำไปสู่การทำลายสมดุลทางธรรมชาติ

3.ให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยให้ความเสมอภาคและความยุติธรรมกับทุกคนในสังคม

4.ผสมผสานกิจกรรมต่างๆ โดยทำให้สังคมเกิดการพิจารณาตัวเอง (มองตนเอง) เกิดความผูกพันกันและมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับสังคมนั้น

5.มีการรักษาสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศวิทยาให้สมบูรณ์

6.การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาร่วมกระบวนการ โดยให้สอดคล้องกับสังคมปัจจุบันและอยู่ในขีดจำกัดความสามารถของชุมชนนั้นๆ

 แนวความคิดและองค์ประกอบดังกล่าว จึงเป็นการสร้างภาพในอนาคตอีกวิธีการหนึ่งที่จะทำให้นโยบายเรื่องเมืองน่าอยู่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนได้ หากทุกคนและทุกฝ่ายมีแนวทางการปฏิบัติเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ความสำคัญในการสร้างเมืองน่าอยู่นั้นใช่ว่าต้องการเพียงสร้างเมืองให้มีรูปแบบที่สวยงาม แต่โดยหลักการแล้วเมืองน่าอยู่จะต้องสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งในเมืองและชนบท ให้สามารถใช้ชีวิตความเป็นอยู่ที่พอเหมาะแก่การดำรงชีวิต ตลอดจนยกระดับความรู้สึกที่จะร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาท้องถิ่นและชุมชนที่อยู่ให้ดีขึ้น เพราะท้ายสุดแล้วเมืองน่าอยู่ก็คือเมืองที่ประชาชนมีชีวิตอยู่ด้วยความผาสุกนั่นเอง

 

การออกแบบชุมชนเมืองสู่เมืองน่าอยู่

คณะกรรมการพัฒนาเมืองแห่งชาติ ซึ่งได้เกิดขึ้นเมื่อปี 2543 โดยมีนายกรัฐมนตรี (นายชวน หลีกภัย) เป็นประธานนั้น เป็นกลไกดั้งเดิมระดับประเทศ เพื่อกำหนดนโยบายและประสานการดำเนินงานในเรื่องเมืองน่าอยู่-ชุมชนน่าอยู่ ภายใต้การดำเนินงานของกลไกดังกล่าว ได้มีการจัดทำกรอบแนวทางการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน "เมืองน่าอยู่-ชุมชนน่าอยู่"  ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2543 เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ประกอบการจัดทำแผนปฏิบัติการได้ต่อไป อย่างไรก็ตามต่อมากลไกนี้ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไป จึงเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ทำให้ประเทศไทยไม่มีการขับเคลื่อนเมืองน่าอยู่-ชุมชนน่าอยู่ ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ผลลัพธ์เป็นอย่างไรนั้น เราอยู่ในแต่ละเมืองและชุมชน สามารถประเมินให้คะแนนความน่าอยู่ของเมือง-ชุมชนตนเองได้ (ณพงศ์ นพเกตุ, 2550) ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ ฉบับที่ 9 ได้สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างกว้างขวาง จนได้มาซึ่งกรอบคิดพื้นฐาน 8 ประเด็นที่เป็น "เป้าหมาย" ของ เมืองน่าอยู่ - ชุมชนน่าอยู่ ได้แก่

1.ครอบครัวและชุมชนที่เข้มแข็ง

2.กระบวนการมีส่วนร่วม ในการพัฒนาเมือง ชุมชนและชนบทให้น่าอยู่

3.แผนพัฒนาพื้นที่และการจัดระบบผังเมืองที่เหมาะสม

4.สภาพแวดล้อมเมืองและชุมชนที่ดี

5.จิตสำนึกความรักและเป็นเจ้าของท้องถิ่น

6.ระบบบริหารจัดการที่ดี

7.คุณภาพชีวิตที่ดี (ความปลอดภัย และ โครงสร้างพื้นฐาน)

8.เครื่องมือชี้วัด

ภายใต้กรอบแนวคิดและหลักการพื้นฐานดังกล่าว สามารถสรุปให้เห็นถึงภาพรวมองค์ ประกอบของเมืองน่าอยู่ - ชุมชนน่าอยู่ ที่เชื่อมโยงกันในทุกมิติอย่างเป็นองค์รวม และมีชุมชนเข้มแข็งเป็นรากฐานในการพัฒนา ที่จะต้องประกอบด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญ อันได้แก่

1.ความน่าอยู่ มีความหมายครอบคลุมทั้งด้านการมีสภาพแวดล้อมทางกายภาพดี สังคมเข้มแข็ง มีความสงบ สะดวก สะอาด ปลอดภัย มีระเบียบวินัย คนมีคุณภาพชีวิตดี วิถีชีวิตความเป็นอยู่ดี มีความสุข

2.การมีภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่เกื้อกูลให้ชุมชนเข้มแข็ง มีการสืบทอดรักษาและปรับใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนพัฒนาต่อยอดให้เกิดเทคโนโลยีที่เหมาะสม นำมาใช้ประโยชน์กับการผลิตและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.การมีเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็ง สมดุล มีภูมิคุ้มกัน สามารถเพิ่มรายได้และการมีงานทำ ด้วยการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ สามารถเชื่อมโยงสู่ตลาดภายในและนอกประเทศ รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และพัฒนาให้เกิดความเชื่อมโยงชนบทและเมือง

4.การมีระบบบริหารจัดการที่ดี มีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ประชาชนและภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา

จากแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับเมืองน่าอยู่ สามารถสรุปเป็นแนวทาง “เมืองและชุมชนน่าอยู่ มีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ต่อยอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็งเชื่อมโยงชนบทและเมือง มีการบริหารจัดการที่ดี โดยประชาชนและประชาคมมีส่วนร่วม” ดังนี้

โดยที่เมืองน่าอยู่-ชุมชนน่าอยู่นั้นหมายถึง เมืองหรือชุมชนที่

1.ครอบครัวและชุมชนมีความเข้มแข็ง  

2.มีกระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

3.มีแผนพัฒนาและผังเมืองที่เหมาะสม    

4.มีการปรับปรุงพัฒนาสภาพแวดล้อมสม่ำเสมอ

5.สร้างจิตสำนึกรักเป็นเจ้าของท้องถิ่นเมือง-ท้องถิ่นชุมชน

6.มีการบริหารจัดการที่ดี

7.มีคุณภาพชีวิตที่ดี ประกอบด้วยสาธารณสุขดี ปลอดภัยดี โครงสร้างพื้นฐานดี และ

8.มีการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ด้วยเครื่องมือชี้วัดทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม

สำหรับความเป็นรูปธรรมที่เป็นมาตรชี้วัดได้ ขอยกตัวอย่างด้านคุณภาพชีวิตที่ดี ได้แก่

1.ระบบสาธารณสุขที่ดี คือ การมีจำนวนและประสิทธิภาพของโรงพยาบาลหรือสถานอนามัย ตลอดจนแพทย์พยาบาล ในทุกตำบลหรือกลุ่มตำบล (ควรมีโรงพยาบาลชุมชนอย่างน้อย 3 ตำบลต่อ 1 โรงพยาบาล และเพิ่มประสิทธิภาพโรงพยาบาลอำเภอทุกแห่งให้ได้มาตรฐาน) การมีระบบสุขภาพที่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง มีทางเลือกที่หลากหลายและเหมาะสม เน้นที่การป้องกันมากกว่าการรักษา เน้นสุขภาวะทั้งทางร่างกาย จิตวิญญาณ สติปัญญาสังคม

2.ความปลอดภัย คือ ปลอดภัยทั้งทางร่างกาย ทรัพย์สินและจิตใจ จึงเป็นชุมชนหรือเมืองน่าอยู่

3.โครงสร้างพื้นฐานที่ดี คือ มีระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการในเมืองและชนบทที่เพียงพอ เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ จะขอระบุสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดได้แก่ 1.น้ำสะอาด-ไฟสว่าง-ทางสะดวก 2.ขนส่งสาธารณะและทางเดินทางจักรยาน 3.โรงพยาบาล โรงเรียน ตลาด และสวนสุขภาพ เพียง 3 สิ่งนี้ที่ดีในทุกตำบล จะทำให้เมืองและชนบทของไทยน่าอยู่ยิ่งขึ้นมาก

หากกล่าวถึงศาสตร์และ "เครื่องมือ" ที่จะสร้างสรรค์เมืองน่าอยู่-ชุมชนน่าอยู่ให้เป็นจริงได้ นั่นคือ การออกแบบชุมชนเมือง หรือ Urban Design การออกแบบเมืองให้น่าอยู่นั้น มีหลักการครอบคลุมเพียง 5 ประการ คือ

1.ส่งเสริมและรักษาคุณค่าของสภาพแวดล้อมเดิม

2.สร้างสรรค์โครงสร้างและรูปร่างเมืองที่ดี

3.สร้างระบบการเดินทางติดต่อที่ดี

4.สร้างสรรค์รายละเอียดพื้นที่สาธารณะ-พื้นที่ชุมชนที่น่าอยู่

5.การนำแผนผังไปใช้และการติดตามประเมินผล

กล่าวโดยย่อ การออกแบบชุมชนเมืองนั้นเป็นทั้ง “กระบวนการ” คือการมีส่วนร่วมของประชาชนและประชาคมเพื่อเมืองน่าอยู่ โดยมีสถาปนิกผังเมือง (Urban Architects) เป็นเสมือนเลขานุการผู้สรุปและสังเคราะห์ผล และเป็น “ผลผลิต” ได้แก่ 1.แผนและผัง 2.ข้อกำหนดการออกแบบอาคาร ภูมิทัศน์ พื้นที่สาธารณะ และผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ป้ายและอุปกรณ์ถนน (Street furniture) โดยสรุป เป็นผลจากการศึกษาวิเคราะห์พฤติกรรมในการใช้พื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่สาธารณะภายนอกของคน ประกอบกับการใช้คุณค่าเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนนั้นๆ เพื่อออกแบบให้เป็น พื้นที่เมืองน่าอยู่ พื้นที่ชุมชนน่าอยู่ สำหรับทุกๆ คนนั่นเอง

 

สรุปการดำเนินงานเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่ของประเทศไทย

สำหรับการดำเนินงานของเมืองน่าอยู่และชุมชนน่าอยู่ของประเทศไทย พบว่าภาคีเครือข่ายที่รับผิดชอบได้ร่วมมือกันในการดำเนินการมาจนถึงปัจจุบัน เพียงแต่เมื่อเปลี่ยนคณะรัฐบาล การประชาสัมพันธ์และการประชุมร่วมความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่ายเริ่มจางหาย จะมีก็แต่ผู้รับผิดชอบที่เป็นเจ้าภาพหลักเท่านั้นที่ยังคงขับเคลื่อนการดำเนินการอย่างเป็นระบบจนถึงปัจจุบัน จากการติดตามข้อมูลส่วนใหญ่จึงพบแต่ข้อมูลการดำเนินงานเมืองและชุมชนน่าอยู่ด้านสุขภาพเท่านั้น ซึ่งพบว่าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศ ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมการขับเคลื่อนเมืองน่าอยู่ชุมชนน่าอยู่ของเทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)และภาคี  จนถึงปัจจุบัน โดยมีการจัดทีมงานเมืองน่าอยู่ จากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมสุขภาพ 5-8 คน  ร่วมกันกำหนดรูปแบบการขับเคลื่อนเมืองน่าอยู่ของเทศบาลและ อบต.  ดำเนินกิจกรรม  คือ (1) การศึกษานโยบายเป้าหมายเมืองน่าอยู่ของประเทศและศึกษาสถานการณ์การพัฒนาเมืองน่าอยู่ของเทศบาล (2) พัฒนาฐานข้อมูลและระบบรายงาน  (3) การประสานภาคี ชี้แนะ สร้างความเข้าใจและความร่วมมือ (4) การสนับสนุนการสร้างพลังชุมชน (5) การจัดตั้งศูนย์ประสานการขับเคลื่อนเมืองน่าอยู่ชุมชนน่าอยู่ เป็นกลไกการพัฒนาเมืองน่าอยู่ชุมชนน่าอยู่และ (6) การติดตามประเมินผลและดำเนินการทดสอบขั้นตอนทั้งหมด สังเกตและบันทึกผลการดำเนินงาน นอกจากนี้ยังมีการส่งรายงานข้อมูลขับเคลื่อนเมืองน่าอยู่ชุมชนน่าอยู่ การลงนามข้อตกลงความร่วมมือเพื่อกระตุ้นให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างแท้จริง   การจัดตั้งศูนย์ประสานการขับเคลื่อนเมืองน่าอยู่ชุมชนน่าอยู่ ซึ่งสามารถก่อให้เกิดการสรุปบทเรียนการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี โดยท้องถิ่นต่างหมุนเวียนเป็นเจ้าภาพ ได้รับการสนับสนุนจากผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ บุคลากรสาธารณสุข และหน่วยงานราชการต่างๆ อย่างมาก    เทศบาล อบต. โรงพยาบาล  สถานีอนามัย  เป็นเจ้าภาพสนับสนุนการสร้างพลังชุมชนและพลังภาคีการขับเคลื่อนเมืองน่าอยู่ชุมชนน่าอยู่อย่างเข้มแข็ง ภาคประชาชนเกิดการรวมกลุ่มเป็นสภาชุมชนในทุกแห่งที่จัดทำแผนแม่บทชุมชนและส่วนใหญ่มีส่วนร่วมพัฒนาเทศบาล และ อบต. อย่างเข้มแข็ง และการติดตามประเมินผลโดยคณะวิจัย เจ้าหน้าที่ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด  ซึ่งได้รับความร่วมมือจากเทศบาลเป็นอย่างดี

 

                จึงสามารถสรุปได้ว่าการขับเคลื่อนเมืองน่าอยู่ชุมชนน่าอยู่อย่างมีพลังและยั่งยืน  จำเป็นต้องมีแกนนำที่เข้มแข็งในภาคีทุกภาคส่วนและมีกลไกที่เอื้อต่อการพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้และขับเคลื่อนร่วมกัน ซึ่งเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่ในที่นี้คงไม่ได้หมายถึงเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่ด้านสุขภาพแต่เพียงอย่างเดียว

 

ความสัมพันธ์ของศิลปะ สถาปัตยกรรม ชุมชนและเมืองน่าอยู่

                จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่าการพัฒนาชุมชนและเมืองให้เป็นชุมชนและเมืองน่าอยู่ มีสิ่งหนึ่งที่จะขาดไปเสียมิได้เลยก็คือ การผลักดันในเรื่องศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี อันเป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ รวมถึงการสร้างสรรค์ศิลปกรรมร่วมสมัย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะผสมปนเปจนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกับการพัฒนาในด้านอื่นๆ และเป็นตัวการสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ในทุกๆ ด้าน ตัวสถาปัตยกรรมเองก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกอันหนึ่งที่มีความโดดเด่น เป็นรูปธรรม และมีผลในการกำหนดพฤติกรรมของชุมชนให้พัฒนาไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง

ตัวสถาปัตยกรรมและภูมิสถาปัตยกรรมของชุมชน เปรียบไปก็เหมือนกับ “ร่างกาย” ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ก็ไม่ต่างไปจาก “จิตวิญญาณ” ส่วนชุมชนซึ่งมีมนุษย์เป็นองค์ประกอบสำคัญก็เปรียบได้กับ “ความคิด” การที่มนุษย์คนหนึ่งจะเจริญเติบโตและพัฒนาไปในทางที่ดี มีความคิดสร้างสรรค์ มีความแข็งแรง เข้มแข็ง มีคุณภาพ และเป็นคนดีในสังคม จะต้องมีการพัฒนาทั้งร่างกาย ความคิด และจิตวิญญาณไปพร้อมๆ กัน ความเชื่อมโยงนี้มีนัยยะสำคัญต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนและเมืองไปสู่การเป็นชุมชนและเมืองน่าอยู่เป็นอย่างยิ่ง

จะเห็นได้ว่าการพัฒนาชุมชนและเมืองเน้นไปที่การสนับสนุนความเป็นอยู่พื้นฐานของชุมชนเป็นหลัก ส่วนศิลปะและสถาปัตยกรรมซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยพัฒนาชุมชนและเมืองไปสู่ความเป็นอัตลักษณ์ ความมีจิตวิญญาณของชุมชนและเมือง คุณค่าทางสุนทรียภาพ อีกทั้งยังมีผลต่อสภาพจิตใจของคนในชุมชน ช่วยแก้ปัญหาความยากจน ปัญหายาเสพติด ปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาความเจ็บป่วยและความพิการ และนอกจากคุณค่าในด้านต่างๆ ที่ศิลปะ วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรม มีต่อชุมชนและเมืองแล้ว มันยังสามารถสร้าง “มูลค่า” ให้กับชุมชนและเมืองนั้นๆ ได้อีกด้วย ทั้งในแง่การท่องเที่ยว การอยู่อาศัย การค้าขาย ฯลฯ

แต่เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมทั้งแผนพัฒนาชุมชนและเมืองให้เป็นชุมชนน่าอยู่ ชุมชนสวยงาม ได้สอดแทรกเรื่องของศิลปะ วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และ              ภูมิสถาปัตยกรรมไว้เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของแผนเหล่านั้น และหากสังเกตให้ดี บางแผนก็ไม่ได้กล่าวถึงสถาปัตยกรรม ผังเมือง ศิลปะ วัฒนธรรม อัตลักษณ์ ฯลฯ ของชุมชนเลยด้วยซ้ำ แผนการก้าวไปสู่ชุมชนและเมืองน่าอยู่ต่างเน้นไปที่ปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตและสุขภาพกายเป็นสำคัญ โดยไม่ได้คำนึงถึง “จิตวิญญาณ” ซึ่งเป็นทั้งคุณค่าและมูลค่าสำคัญของชุมชนเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่สิ่งนี้คือตัวชี้วัด “คุณภาพของชุมชน” อย่างแท้จริง

ตั้งแต่สังคมไทยได้พัฒนาจากสังคมชนบทมาสู่ความเป็นสังคมเมือง ผ่านปัญหามามากมาย ทั้งปัญหาทางกายภาพ และปัญหาทางจิตภาพ จนในที่สุดก็จับเอาแนวคิดในเรื่อง ชุมชนและเมืองน่าอยู่ ชุมชนและเมืองสวยงาม มาใช้ เพื่อหวังจะแก้ปัญหาสังคมในระยะยาวและยั่งยืน แต่ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นสำคัญ ทั้งในเรื่องของสุขภาพ ปัญหาความเดือดร้อนในการทำมาหากิน และปัญหาด้านสาธารณูปโภค โดยหลงลืมและละทิ้งการพัฒนาในเรื่องศิลปะ วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ภูมิสถาปัตยกรรม ไว้เบื้องหลัง ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้คือหัวใจสำคัญในการพัฒนาชุมชนซึ่งมีผลไปสู่การพัฒนามนุษย์อย่างยั่งยืนอีกด้วย

การก้าวไปความเป็นสู่ชุมชนและเมืองน่าอยู่ของสังคมไทย จึงเป็นการพัฒนาเติบโตไปแบบตะแคง คือโตไปด้านเดียว อีกด้านหนึ่งฟีบแฟบ แคระแกรน และถูกลากไปอย่างช้าๆ โดยไม่ได้รับการเหลียวแล รูปร่างหน้าตาของเมืองและชุมชนน่าอยู่ เมืองและชุมชนสวยงาม ของประเทศไทย จึงออกมาแปลกประหลาด พิกลพิการ มีแต่ภาพลักษณ์ชั่วคราว ขาดจิตวิญญาณและไม่มีความยั่งยืน ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

 

 (จบ)

 

สรุปและข้อเสนอแนะ

ประเทศไทย นับเป็นประเทศที่โชคดี ที่มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีพระปรีชาสามารถ สร้างบ้านแปลงเมือง รวบรวมประเทศเป็นปึกแผ่นและรักษาไว้จนอยู่รอดมาจนถึงปัจจุบัน เรามีประวัติศาสตร์อันยาวนานและน่าสนใจ มีโบราณสถาน โบราณวัตถุที่เก่าแก่มาช้านาน มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นเป็นอัตลักษณ์ มีคุณค่าทั้งทางประวัติศาสตร์และความงดงาม มีศิลปวัตถุทั้งในอดีตและศิลปกรรมร่วมสมัย มีการสร้างสรรค์ศิลปะใหม่ๆ ต่อยอดจากรากเหง้าดั้งเดิมมาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ประเทศเกิดใหม่อื่นๆ ต่างพยายามสร้างศิลปะ วัฒนธรรม และรากเหง้าของตัวเองขึ้นมาใหม่ ก็ยังไม่สามารถที่จะมีความทัดเทียมกับเราได้

แต่น่าเสียดายที่บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดชุมชนและเมืองน่าอยู่ ชุมชนและเมืองสวยงาม มองไม่เห็นถึงคุณค่าและความสำคัญของสิ่งเหล่านี้ จึงละเลยที่จะพัฒนาในส่วนของศิลปะ วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และภูมิสถาปัตยกรรมของชุมชนและเมืองไป ทำให้เราใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้น้อยมาก และไม่สามารถเชื่อมโยงสิ่งเหล่านี้เข้ากับการพัฒนาในด้านอื่นๆ ได้อย่างแท้จริง

การก้าวไปสู่ชุมชนและเมืองน่าอยู่ ชุมชนและเมืองสวยงาม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหันมาสนใจเรื่องของ ศิลปะ วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และภูมิสถาปัตยกรรมอย่างจริงจังควบคู่ไปกับการพัฒนาในด้านอื่นๆ แบบคู่ขนาน อันเป็นกุญแจสำคัญที่จะสร้างชุมชนและเมืองน่าอยู่ ชุมชนและเมืองสวยงามที่ยั่งยืน โดยการ

1.ให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับการวางผังเมือง การออกแบบผังเมือง การขออนุญาตสร้างสิ่งปลูกสร้างในชุมชน การแบ่งโซนนิ่ง

2.ให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับการออกแบบสถาปัตยกรรมในชุมชน ให้เกิดความงาม มีอัตลักษณ์ มีคุณค่าทางศิลปกรรม มีความกลมกลืน ควบคู่ไปกับประโยชน์ใช้สอย

3.ให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับการศึกษา อนุรักษ์ พัฒนา และต่อยอด ศิลปวัฒนธรรมของชุมชนให้คงอยู่และยั่งยืน สามารถรักษาคุณค่าและสร้างมูลค่าได้

4.ให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับการเรียนการสอนวิชาศิลปะในโรงเรียนของชุมชน โดยพยายามเชื่อมโยงศิลปะเข้ากับวัฒนธรรมดั้งเดิมของชุมชน

5.ให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับการสร้างห้องสมุดชุมชน หอศิลปะชุมชน พิพิธภัณฑ์ชุมชน และต้องสร้างกิจกรรมให้ประชากรในชุมชนได้เข้าไปใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง

6.ให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของประชากรในชุมชน การขอประชามติ การทำสัญญาประชาคม ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชนน่าอยู่และคุณภาพชีวิตจึงควรเริ่มต้นที่กระบวนการมีส่วนร่วมและพัฒนาศักยภาพของประชาชนและต้องสามารถเป็นพี่เลี้ยงและที่ปรึกษา ช่วยแก้ไขปัญหาในการดําเนินกิจกรรมของชุมชนอย่างแท้จริง  ซึ่งจะทํ าให้ชุมชนเกิดความมั่นใจในการดําเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง จนสามารถพึ่งพาตนเองได้และเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

7.พัฒนาอบต.ต้นแบบที่ดำเนินงานเมืองน่าอยู่ให้เป็นสถานที่ศึกษา ดูงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้คำแนะนำปรึกษาและสนับสนุนการดำเนินงานอย่างของอบต.ต่อเนื่อง จะทำให้การดำเนินงานเมืองน่าอยู่ประสบความสำเร็จต่อไป

8.การกระตุ้นให้มีการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการพัฒนาเมืองน่าอยู่ของชุมชนผ่านทางสื่อต่างๆอย่างจริงจังและต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนเข้าใจบทบาทของตนเอง เข้าใจปัญหาของชุมชน และทราบถึงแนวทางการดำเนินงานเพื่อการพัฒนาเมืองน่าอยู่ในชุมชน ก็จะทำให้ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องสนใจเข้ามามีส่วนร่วมและมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การพัฒนาเมืองน่าอยู่ของชุมชนประสบความสำเร็จต่อไป

หากสามารถทำได้อย่างเป็นรูปธรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาในด้านอื่นๆ ตามแผนพัฒนาต่างๆ เชื่อว่าประเทศไทยก็จะสามารถสร้าง ชุมชนและเมืองน่าอยู่ ชุมชนและเมืองสวยงาม ที่มีคุณค่า และมีมูลค่า สามารถสร้างสุขภาวะ ทำให้สังคมเติบโตไปอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน นั่นคือคำตอบของ “เมืองที่ประชาชนมีชีวิตอยู่ด้วยความผาสุก” อย่างแท้จริง

 

 

 

บรรณานุกรม

 

กิติมา อมรทัต. ความหมายของศิลปะ. กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์คุรสภาลาดพร้าว. 2530

คณะกรรมการจัดทำ แผน 9 ของกระทรวงสาธารณสุข. แผน 9 ของกระทรวงสาธารณสุขตามแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ.2544-2549). กระทรวงสาธารณสุข; 2544.

ชลูด นิ่มเสมอ. องค์ประกอบของศิลปะ. กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช. 2534

สมเกียรติ ตั้งนโม. ความคิดสร้างสรรค์และการสร้างสรรค์. เชียงใหม่ : วารสารศิลปะวิชาการ ปีที่ 1 ฉบับที่ 1

คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. 2543
สุชาติ เถาทอง. ศิลปะกับมนุษย์. กรุงเทพ ฯ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์. 2532

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเมืองแห่งชาติ(สกมช.)และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.). แนวทางการพัฒนาเมืองน่าอยู่และชุมชนน่าอยู่อย่างยั่งยืน(ร่าง). สำนักนายกรัฐมนตรี; 2543.

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.).  คณะอนุกรรมการประสานการพัฒนาเมือง

อย่างยั่งยืน : เมืองน่าอยู่; 2549.

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9(พ.ศ.2545-2549). กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว; 2544.

พนัส พฤกษ์สุนันท์,รัชชานนท์ ศุภพงศ์พิเชฐ กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาเมืองน่าอยู่เทศบาลตำ บลปราณบุรีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์; 2549.

World Health Organization. Health Promotion Glossary. Printed in Switzerland on recycled paper, 4000 copies; 1998.

คุณค่าและความหมายของศิลปะ [On-line]. 2010. Available: http://www.prc.ac.th/newart/webart/art_meaning.html

กองแบบแผน.  5 มกราคม พ.ศ.2552 “การออกแบบชุมชนเมืองคืออะไร” [On-line].  2010. Available:     http://www.postengineer.com/knowless/index.php?option=com_content&task=view&id=38&Itemid=2

สถาปัตยกรรม [On-line].  2010. Available:  http://sathaput.netfirms.com/

กองสิ่งแวดล้อมชุมชนและพื้นที่เฉพาะ.  “ชุมชน” [On-line]. 2010. Available:     http://www.onep.go.th/uap/definition.htm

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.  22 กันยายน 2553 “สถาปัตยกรรม” [On-line].  2010. Available:    

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1

10 อันดับเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก [On-line].  2010. Available:  http://witternews.com/best-cities-in-the-world-rated-by-mercer/

ปฤณัต  แสงสว่าง “ภูมิสถาปัตย์”  [On-line].  2010. Available: http://www.dusit.ac.th/department/songculture/ch4.htm



ผู้ตั้งกระทู้ Admin :: วันที่ลงประกาศ 2010-11-02 20:28:03


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.