ReadyPlanet.com


ความสัมพันธ์ของศิลปะ สถาปัตยกรรม ชุมชนและเมืองน่าอยู่ (2)


เพราะอะไรประเทศเหล่านี้ถึงได้ถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่น่าอยู่ น่าท่องเที่ยวที่สุดในโลก

หากมีคนถามว่า อยากไปเที่ยวประเทศไหนบ้าง หลายคนคงจะนึกถึงประเทศหรือเมืองที่มีภูมิทัศน์สวยงาม มีสถาปัตยกรรมและแหล่งอารยธรรมอันล้ำค่า ซึ่งคนส่วนใหญ่ในโลกก็คงจะมีเหตุผลที่คล้ายคลึงกัน คงไม่มีคนไหนอยากจะไปเที่ยวประเทศที่ไม่เจริญหูเจริญตา มองไปทางไหนก็พบเจอแต่ความไม่เป็นระเบียบ แน่นอนว่าดังนั้นจึงได้มีการจัดอันดับเมืองน่าอยู่โดยสื่อแขนงต่างๆ หลายแห่งด้วยกัน ซึ่งจากผลการสำรวจของสถาบัน Mercer (สถาบันที่ปรึกษาการบริหารที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกา) ที่ได้ทำการจัดอันดับเมืองน่าอยู่อาศัยที่สุดในโลก 10 อันดับ โดยการสำรวจคุณภาพชีวิตชาวเมืองครอบคลุม 215 เมืองทั่วโลก จะเห็นได้ว่าประเทศที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่น่าอยู่ น่าท่องเที่ยวที่สุดในโลกจากการสำรวจและจัดอันดับในแต่ละปีจากหน่วยงานหลายๆ แห่งนั้น ล้วนแต่เป็นประเทศที่มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปะวัฒนธรรม มีสถาปัตยกรรมและการวางผังเมืองที่สวยงาม รวมทั้งมีแหล่งมรดกอันทรงคุณค่าด้วยกันทั้งสิ้น ผลการจัดอันดับในปี 2009 พบว่า

เมืองเวียนนา ประเทศออสเตรียได้คะแนนนำมาเป็นอันดับ 1

Mercer พบว่าเวียนนามีความเข้มแข็งและมั่นคง ทั้งทางด้าน เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมือง มีสถาปัตยกรรมแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ที่สวยงาม เป็นบ้านเกิดของพระนางมารี อังตัวเนตต์ และซิกมันด์ ฟรอยด์ นอกจากนี้กรุงเวียนนา ยังถูกกล่าวถึงในบทเพลงของ Ultravox และ Billy Joel  

อันดับ 2 - เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ซูริค เป็นหนึ่งในเมืองที่มีความมั่งคั่งที่สุดในยุโรป และมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีประชากรอาศัยอยู่ในตัวเมืองทั้งสิ้นราว 1.68 ล้านคน เมืองนี้เป็นศูนย์กลางทางด้านการค้าและวัฒนธรรมของประเทศ จนได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองหลวงแห่งวัฒนธรรมของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นอกจากนี้ ซูริค ยังเป็นเมืองที่ได้รับการยกย่องว่ามีคุณภาพการดำเนินชีวิตดีที่สุดในโลกจาก ผลการสำรวจของหลายสำนัก นับตั้งแต่ปี ค.ศ.2006-2009

อันดับ 3 - เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เจนีวา เป็นเมืองที่มีประชากรมากเป็นอันดับสองของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (รองจากซูริค) โดยมีประชากรอาศัยอยู่ในเขตตัวเมืองราว 185,000 คน และยังเป็นศูนย์กลางด้านการเงินที่สำคัญเป็นอันดับ 6 ของโลก เจนีวา ได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองนานาชาติ เนื่องจากเป็นที่ตั้งขององค์กรระหว่างชาติสำคัญๆ หลายองค์กร อาทิ สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติประจำทวีปยุโรป องค์การอนามัยโลก (WHO)  องค์การการค้าโลก (WTO) เป็นต้น นอกจากนี้ เจนีวายังเป็นสถานที่จัดตั้งองค์กรสันนิบาตชาติ และกาชาดสากล ทั้งยังเป็นต้นกำเนิดของ www (World Wide Web) ตลอดจนเครื่องเร่งอนุภาคที่มีขนาดใหญ่และมีพลังงานสูงสุดในโลก หรือที่เรียกว่า Large Hadron Collider (LHC)

อันดับ 4 ร่วม - เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา (คะแนนเท่ากัน 2 เมือง จึงไม่มีอันดับ 5)

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา "แวนคูเวอร์" มักได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองที่สะอาด และน่าอยู่ที่สุดในโลก เมืองดังกล่าวถือเป็นเมืองใหญ่ที่สุด และยังเป็นเมืองท่าชายฝั่งที่มีชื่อเสียงทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐบริติช โคลัมเบีย ประเทศแคนาดา ปัจจุบัน แวนคูเวอร์ เป็นศูนย์กลางด้านการช้อปปิ้ง และการถ่ายทำภาพยนตร์ ทั้งยังเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

อันดับ 4 ร่วม - เมืองอ๊อคแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ (คะแนนเท่ากัน 2 เมือง จึงไม่มีอันดับ 5)

อ๊อคแลนด์ ตั้งอยู่ทางเกาะเหนือ เป็นเมืองใหญ่ที่สุดและมีประชากรมากที่สุดในประเทศนิวซีแลนด์ โดยมีประชากรอาศัยอยู่ราว 1.4 ล้านคน หรือคิดเป็น 31% ของประชากรทั้งประเทศ ได้รับการขนานนามว่าเป็น "City of Sails" เนื่องจากมีท่าเทียบเรือที่สวยงามถึง 2 แห่ง คือ ท่าเรือ Waitemata ทางด้านทิศเหนือ และท่าเรือ Manukau ทางด้านทิศใต้

อันดับ 6 - เมืองดึสเซลดอล์ฟ ประเทศเยอรมนี

ดึสเซลดอร์ฟ เป็นเมืองหลวงของรัฐนอร์ดไรน์-เวสท์ฟาเลิน ตั้งอยู่บนแม่น้ำไรน์ ได้ชื่อว่าเป็นเมืองศูนย์กลางทางด้านแฟชั่น โฆษณา และโทรคมนาคมของประเทศเยอรมนี นอกจากนี้ ทุกๆ ปี จะมีนักท่องเที่ยวกว่า 4.5 ล้านคนทั่วโลก เดินทางมาชมขบวนพาเหรดสุดอลังการ ในช่วงเทศกาลคาร์นิวาลของเมืองดึสเซลดอร์ฟ

เมืองดึสเซลดอร์ฟ เป็นบ้านพี่เมืองน้องหรือเมืองแฝดกับหลายๆ เมืองทั่วโลก อาทิ  เมืองวอร์ซอว์ ประเทศโปแลนด์ เมืองมอสโคว์ ประเทศรัสเซีย เมืองไคโร ประเทศอียิปต์ และ เมืองรีดดิ้ง ประเทศอังกฤษ เป็นต้น

อันดับ 7 -  เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี

มิวนิค เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศเยอรมนี และเป็นเมืองหลวงของรัฐบาวาเรีย มีประชากรราว 1.36 ล้านคน แม้จะเป็นเมืองที่เจริญและมั่งคั่งที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป แต่เมืองนี้ยังคงอนุรักษ์โบราณสถานและสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่แบบโกธิคเอาไว้ ได้เป็นอย่างดี หลังถูกระเบิดโจมตีอย่างหนักถึง 71 ครั้งในช่วง 5 ปีสมัยสงครามโลกครังที่ 2  เมืองมิวนิคก็ได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว และได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ในปี ค.ศ. 1972 (พ.ศ. 2515)

อันดับ 8 - เมืองแฟรงค์เฟิร์ต  ประเทศเยอรมนี

แฟรงค์เฟิร์ต เป็นศูนย์กลางทางการเงินที่ใหญ่สุดในกลุ่มสหภาพยุโรป ทั้งยังเป็นที่ตั้งของธนาคารกลางยุโรป ตลาดหลักทรัพย์แฟรงค์เฟิร์ต และ German Federal Bank มีประชากรราว 5 ล้านคน นอกจากความมั่งคั่งทางการเงินแล้ว เมืองนี้ยังมีเอกลักษณ์อันโดดเด่นอยู่ที่วิหารแบบโกธิค สมัยศตวรรษที่ 14  ขณะเดียวกันก็มีตึกระฟ้ารูปทรงทันสมัยและสวยงามตั้งตระหง่านบริเวณใจกลาง เมืองอีกด้วย

อันดับ 9 - เมืองเบอร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

บอร์น เป็นเมืองหลวงของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่มีประชากรอาศัยมากเป็นอันดับ 5 ของประเทศ โดยมีจำนวนประชากรทั้งสิ้นราว 128,000 คน ใจกลางเมืองนี้ยังคงเอกลักษณ์ของการเป็นเมืองเก่าแก่และเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมในยุคกลาง จึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจากองค์การยูเนสโก ที่สำคัญ เมืองเบอร์นยังเป็นสถานที่ซึ่งอัลเบิร์ต ไอน์ไตน์ เคยเข้ามาอาศัยและทำงานราวปี ค.ศ. 1903 (พ.ศ. 2446)  ปัจจุบัน บ้านของเขาซึ่งตั้งอยู่ เลขที่ 49 ถนนแครมกาซเซ่ (Kramgasse) ได้กลายเป็น พิพิธภัณฑ์บ้านไอน์ไตน์ ที่มีนักท่องเที่ยวทั่วโลกแวะมาเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก

อันดับ 10 - เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

ซิดนีย์เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่สุดในประเทศออสเตรเลีย มีประชากรราว 4.5 ล้านคน สถานที่ท่องเที่ยวฮอตฮิตของเมืองนี้ ได้แก่ ชายหาด และอ่าวที่สวยงาม รวมทั้งสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม เช่น ซิดนีย์ โอเปร่า เฮ้าส์ เป็นต้น นอกจากจะเป็นเมืองน่าอยู่อันดับ 10 ของโลกแล้ว Mercer ยังระบุว่า ซิดนีย์เป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงเป็นอันดับ 15 ของโลกอีกด้วย

จะเห็นได้ว่าทุกประเทศที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองน่าอยู่ น่าท่องเที่ยวที่สุดในโลกล้วนแต่มีภูมิประเทศ สภาพแวดล้อม มีการวางผังเมืองที่สวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย คุณภาพชีวิตของประชากรมีมาตรฐาน เป็นเมืองที่คนทั่วโลกอยากจะเดินทางไปท่องเที่ยวและอยู่อาศัย ต่างจากประเทศไทยที่แม้จะเป็นประเทศที่มีสภาพแวดล้อมที่สวยงามและมีธรรมชาติที่งดงามหลากหลายทั้งภูเขา น้ำตก ทะเล มีแหล่งอารยธรรมและวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าไม่แพ้ชาติใดในโลก แต่ประเทศไทยกลับไม่เล็งเห็นความสำคัญในการจัดภูมิทัศน์ของประเทศหรือการวางผังเมืองให้มีความสวยงาม ใครนึกอยากจะตั้งบ้านเรือนหรือปลูกสิ่งก่อสร้างแบบไหนก็เป็นไปตามอำเภอใจ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะว่าประเทศไทยให้คุณค่าและให้ความสำคัญของ “ศิลปะ” น้อยเกินไป อีกทั้งยังไม่มีการผนวกเอาศิลปะไปผสานกับการดำรงชีวิต คนไทยส่วนใหญ่จึงไม่เห็นคุณค่าและความสำคัญของศิลปะ ทั้งๆ ที่ศิลปะคือชีวิต คือการเดินทางของจิตใจ ศิลปะจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการดำรงชีวิต ฉะนั้นหากรัฐบาลเห็นความสำคัญของศิลปะและบรรจุเอาศิลปะวัฒนธรรมไว้ในแผนการพัฒนาประเทศและให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้ด้านศิลปะมากยิ่งขึ้น สนับสนุนให้มีบุคลากรด้านศิลปกรรม – ภูมิสถาปัตยกรรมในทุกจังหวัด และผนวกแผนการศึกษาด้านศิลปะเข้าไปในการศึกษาในระบบ คนไทยคงจะมีศิลปะมากขึ้นและเมืองไทยคงจะน่าอยู่และมีความระเบียบเรียบร้อยสวยงามมากกว่านี้

จากแนวคิดของศิลปะ สถาปัตยกรรมของเมืองน่าอยู่ดังข้างต้น จะเห็นได้ว่าความสำคัญในการสร้างเมืองน่าอยู่นั้น ใช่ว่าต้องการเพียงสร้างเมืองให้มีรูปแบบที่สวยงาม หรือเห็นและสัมผัสได้เพียงภายนอกเท่านั้น โดยหลักการแล้วเมืองน่าอยู่ จะต้องสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งในเมืองและชนบท ให้สามารถใช้ชีวิตความเป็นอยู่ที่พอเหมาะแก่การดำรงชีวิต ตลอดจนยกระดับความรู้สึกที่จะร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาท้องถิ่นและชุมชนที่อยู่ให้ดีขึ้น เพราะท้ายสุดแล้วเมืองน่าอยู่ก็คือ “เมืองที่ประชาชนมีชีวิตอยู่ด้วยความผาสุก” นั่นเอง

 

ความหมายของชุมชน

ชุมชน หมายถึง ถิ่นฐานที่อยู่ของกลุ่มคน ถิ่นฐานนี้มีพื้นที่อ้างอิงได้ และกลุ่มคนนี้มีการอยู่อาศัยร่วมกัน มีการทำกิจกรรม เรียนรู้ ติดต่อสื่อสาร ร่วมมือและพึ่งพาอาศัยกัน มีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาประจำถิ่น มีจิตวิญญาณและความผูกพันอยู่กับพื้นที่แห่งนั้นอยู่ภายใต้การปกครองเดียวกัน

ชุมชนชนบท หมายถึง ถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของประชากรจำนวนน้อย ความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่ต่ำ ประชากรมีความคล้ายคลึงกันในด้านลักษณะ อาชีพงาน และประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก มีวิธีการคิดแบบธรรมเนียมนิยม (Traditionalism) มีรูปแบบ ความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นแบบกันเอง (ปฐมภูมิ) สภาพทางธรรมชาติของถิ่นฐานนี้มีการปรับเปลี่ยนแล้วเพียงส่วนน้อย สภาพโดยทั่วไปมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างช้ากว่าเขตเมือง

ชุมชนเมืองใหญ่ หมายถึง ถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของประชากรจำนวนมาก ความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่สูง ประชากรมีความหลากหลายในด้านลักษณะ อาชีพการงาน ประกอบอาชีพ อุตสาหกรรม บริการ และบริหารจัดการเป็นหลัก มีวิธีการคิด แบบตรรกนิยม (Rationalism) มีรูปแบบความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นแบบทางการ (ทุติยภูมิ) สภาพทางธรรมชาติของถิ่นฐานนี้ถูกปรับเปลี่ยนแล้วเป็นส่วนมาก สภาพโดยทั่วไปมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็วกว่าเขตชนบท

ชุมชนเมืองเล็ก หมายถึง ถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของประชากรที่มีลักษณะอยู่ระหว่างชนบท และเมืองใหญ่ หมายถึง ถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของประชากรจำนวนปานกลาง ความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่ปานกลาง ประชากรมีความผสมผสานในด้าน ลักษณะ อาชีพงาน ประกอบทั้งอาชีพเกษตรกรรม อุตสาหกรรมบริการ และบริหารจัดการ มีวิธีการคิดทั้งแบบธรรมเนียมนิยม (Traditionalism) และแบบตรรกนิยม (Rationalism) ผสมผสานกัน มีรูปแบบ ความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นทั้งแบบกันเอง (ปฐมภูมิ) และแบบทางการ (ทุติยภูมิ) สภาพทางธรรมชาติของถิ่นฐานนี้ถูกปรับเปลี่ยนแล้วเป็นส่วนมาก สภาพโดยทั่วไป มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็วกว่าเขตชนบทแต่ยังช้ากว่าเขตเมืองใหญ่ หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ชุมชนชนบทที่เพิ่งเริ่มกลายเป็นเมือง

สิ่งแวดล้อมชุมชน หมายถึง สรรพสิ่งและสภาพต่างๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ที่มีอิทธิพลต่อการอยู่ดีมีสุขของประชาชนในชุมชน สามารถแยกพิจารณาได้เป็น 4 มิติดังนี้

ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกายภาพ เช่น แหล่งน้ำธรรมชาติ ป่า ดิน อากาศ แหล่งพลังงาน มลพิษ ภาวะน้ำท่วม เป็นต้น

ด้านเศรษฐกิจ หมายรวมถึง การจัดสรรทรัพยากร การทำมาหากิน การประกอบ อาชีพของประชาชน การมีงานทำ การมีรายได้ การกระจายรายได้ ภาวะหนี้สิน และรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น

ด้านสังคมและวัฒนธรรม หมายรวมถึง ที่อยู่อาศัย บริการสาธารณูปโภคและ สาธารณูปการขั้นพื้นฐาน การศึกษา การสาธารณสุขชุมชน สุขภาพอนามัย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การติดต่อสื่อสารคมนาคมทั้งภายในและ ภายนอกชุมชน วัฒนธรรม ศิลปกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นมรดกแก่ลูกหลาน และความรู้สึกเป็นชุมชนร่วมกัน เป็นต้น

ด้านการบริหารจัดการสาธารณะและการมีส่วนร่วมของประชาชน การบริหารจัดการมีความโปร่งใส (Transparency) มีประสิทธิภาพ (Efficiency) มีความรับผิดรับชอบ (Accountability) คำนึงถึงอนาคต และมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นต้น

 

ชุมชนและเมืองน่าอยู่

ปัจจุบัน สภาพปัญหาความอ่อนแอของระบบนิเวศของเมืองต่างๆ ในประเทศไทยซึ่งเป็นผลพวงด้านหนึ่งจากการเติบโตของเมืองที่ไร้ระเบียบ และอีกด้านหนึ่งเกิดจากการพัฒนาเศรษฐกิจที่นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการจัดหาและใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ในกระบวนการผลิตและรูปแบบของการบริโภคที่ไม่เหมาะสม ทำให้ทรัพยากรอันจำกัดของประเทศและสิ่งแวดล้อมถูกใช้และทำลายจนเสื่อมสภาพทั้งปริมาณและคุณภาพจนเกือบหมดศักยภาพและยากที่จะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่

ในศตวรรษที่ 21 ประเทศไทยเริ่มให้ความสำคัญกับแนวทางการพัฒนาเมืองแนวใหม่ คือการพัฒนาเมืองให้น่าอยู่อย่างยั่งยืน อันเป็นแนวนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาพื้นที่เมือง เพราะการพัฒนาในแนวทางนี้จะต้องมีการดำเนินงานที่ประสานและสนับสนุนสอดคล้องซึ่งกันและกันในหลายๆ ด้านและหลายสาขาพร้อมๆ กันอย่างมีระบบเป็นเชิงองค์รวม (Holistic Approach) คือกระบวนการพัฒนาที่มีการวางกรอบวิสัยทัศน์ และแนวทางพัฒนาที่สอดคล้องต้องกันทั้งในด้านประชากร ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ และสภาพแวดล้อมอื่นๆ ทางกายภาพที่สร้างขึ้น (Built Environment) ทรัพยากรด้านศิลปวัฒนธรรม ความรู้ และวิทยาการสมัยใหม่

โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนกระบวนการฟื้นฟูและพัฒนาทรัพยากรที่สร้างทดแทนใหม่ได้ และมีการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เสริมสร้างจิตวิญญาณและคุณค่าของเมืองด้วยการให้ความสำคัญต่อการดำรงรักษาฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมที่ดีงามเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น เปิดโอกาสให้ท้องถิ่นเข้าร่วมในกระบวนการพัฒนาเพื่อยกระดับศักยภาพของตนเอง เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันแรงกดดันของการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เป็นผลของการจัดระเบียบใหม่ของโลกการค้าและเทคโนโลยี โดยมีกรอบกลยุทธ์เพื่อไปสู่ความเป็นเมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืน

 

แนวคิดเมืองสวยงาม และเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมากระแสโลกได้หันเหจากแนวคิดที่มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจมาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) ซึ่งคำนึงถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและความสมดุลของระบบนิเวศ ขณะเดียวกันก็มีการเรียกร้องให้สนใจความเป็นท้องถิ่น (Localization) ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์และการให้อำนาจแก่ประชาชน (People Empowerment) หรือการสร้างประชาสังคม (Civil Society) และได้ปรากฏแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาเมือง ดังเช่น แนวทาง “Livable Cities” ของธนาคารโลก “Sustainable Cities” ภายใต้แผนปฏิบัติการ 21 (Agenda 21) ของสหประชาชาติ รวมทั้งเมืองสวยงาม “Healthy Cities” ขององค์การอนามัยโลก

แนวคิดเรื่องเมืองสวยงามนั้น สำนักงานองค์การอนามัยโลกภาคพื้นยุโรป ได้เริ่มประกาศใช้ในลักษณะโครงการพัฒนาเมือง 11 เมืองในทวีปยุโรปเมื่อปี พ.ศ. 2529 (ค.ศ. 1986) แนวคิดและหลักการเกี่ยวกับสุขภาพดีถ้วนหน้า (Health For All) และยุทธวิธีการส่งเสริมสุขภาพ ตามการประกาศกฎบัตรออตตาวา (Ottawa Charter) ได้ถูกนำมาเป็นกรอบแนวคิดในโครงการเมืองสวยงามขององค์การอนามัยโลก นอกจากนี้แนวคิดเรื่องเมืองสวยงามยังอยู่ในครรลองเดียวกับการเคลื่อนตัวครั้งสำคัญของนานาชาติในเรื่องการดูแลอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อมโลกอีกด้วย

การพัฒนาเมืองน่าอยู่และชุมชนน่าอยู่ เป็นกลยุทธ์สำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งในเมืองและชนบทให้สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างเท่าเทียมกัน ริเริ่มครั้งแรกในประเทศไทยภายใต้กรอบทางด้านสาธารณสุขตามแนวทางขององค์การอนามัยโลกตั้งแต่ ปี พ.ศ.2537 โดยให้คำจำกัดความเช่นเดียวกับองค์การอนามัยโลกว่า เมืองน่าอยู่ คือ เมืองที่มีการสร้างสรร ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมทางสังคมและทางกายภาพอย่างต่อเนื่อง และเป็นเมืองที่มีการขยายการใช้ทรัพยากรของเมืองทุกๆด้าน เพื่อให้ประชาชนของเมืองมีพลังหรือความสามารถที่จะเกื้อหนุนซึ่งกันและกันในกิจกรรมต่างๆ ของชีวิต เป็นการพัฒนาศักยภาพสูงสุดของคน ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549) ให้ความสำ คัญกับการพัฒนาที่สมดุลทั้งด้านตัวคน สังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม โดยมีคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา คือ การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนหรือประชาสังคมระดับต่างๆ และเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม สร้างความสามารถในการพึ่งตนเอง การช่วยเหลือเกื้อกูลกันควบคู่ไปกับการพัฒนาสิ่งแวดล้อมของเมืองและชุมชน รวมทั้งกำ หนดให้ เมืองน่าอยู่ชุมชนน่าอยู่ เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยมีองค์ประกอบที่สำ คัญ 3 กลุ่ม คือ ความน่าอยู่ ความมีเศรษฐกิจพอเพียง และการจัดการที่ดี

การพัฒนาเมืองน่าอยู่ชุมชนน่าอยู่ให้มีประสิทธิภาพ จึงต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ การมีส่วนร่วมของประชาชน ให้ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมติดตามประเมินผล ร่วมรับผิดชอบในความสำเร็จหรือล้มเหลวของการพัฒนา ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการศึกษาแนวทางที่เหมาะสมเพื่อการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคีในการพัฒนาเมืองและชุมชนน่าอยู่ โดยคาดว่าจะได้รูปแบบกระบวนการเรียนรู้ในการเสริมสร้างพลังชุมชน รวมทั้งทราบปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอันจะนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไข วางแผน และการดำ เนินงานพัฒนาเมืองน่าอยู่ชุมชนน่าอยู่เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนต่อไป

แนวคิดเรื่องเมืองน่าอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุขได้นำเรื่องการส่งเสริมสุขภาพรวมเข้ากับเมืองแห่งสุขภาพ โดยเชื่อมโยงสุขภาพคนเข้ากับเมืองแห่งสุขภาพ ไม่ได้มองเมืองน่าอยู่ที่ความสวยงามของสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์เป็นหลัก แต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นชุมชนในเมืองหรือชุมชนในชนบท ให้สามารถอาศัยอยู่ได้อย่างเท่าเทียมกัน มีความสะดวกสบาย สะอาดถูกสุขลักษณะปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินและอย่างเกื้อกูลกันกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนมีศิลปะและวัฒนธรรมที่ดีงาม

 

ลักษณะสำคัญของเมืองน่าอยู่

ลักษณะสำคัญของเมืองน่าอยู่และชุมชนน่าอยู่นั้น จะถูกผสมผสานอยู่ในเรื่องราวต่างๆ 5 ด้าน ด้วยกัน(ปรีดิ์ บุรณศิริ, 2550)

1.ด้านสังคม

- ประชาชนได้รับการศึกษา รู้เท่าทันข่าวสาร

- มีบริการด้านสุขภาพและบริการที่จำเป็นอย่างพอเพียงและสะดวก

- มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

- มีคดีอาชญากรรม ยาเสพติดจำนวนน้อย

- ทุกคน ทุกฝ่ายในชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเมือง

- สิทธิของประชาชนได้รับการคุ้มครอง

2.ด้านสิ่งแวดล้อม

- สามารถควบคุมของเสียในดิน ในน้ำ และในอากาศได้ และต้องไม่มีเสียงดังเกินไป

- เป็นเมืองที่ประชาชนมีจิตสำนึกและความภูมิใจในประวัติศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรมของท้องถิ่น

- ประชาชนมีที่อยู่อาศัยที่ได้มาตรฐานและราคาไม่แพง

3.ด้านเศรษฐกิจ  

- บรรยากาศที่ดีสำหรับการทำมาค้าขายและการลงทุน

- ค่าครองชีพไม่แพงและประชาชนมีงานทำ

4.ด้านกายภาพ

- เป็นเมืองที่มีระเบียบ มีการจัดสรรการใช้ที่ดินที่เหมาะสม

- มีบริการของภาครัฐ เช่น น้ำ ไฟ ถนน โทรศัพท์ อย่างเพียงพอต่อความต้องการ

- มีการเดินทางขนส่งที่สะดวก ปลอดภัย และไม่สิ้นเปลือง

- มีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ

- มีระบบบำบัดน้ำเสียและการกำจัดขยะอย่างเหมาะสม

5.ด้านการบริการจัดการ

- มีความโปร่งใสและยุติธรรม

- มีประสิทธิภาพและยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

 

เมืองสวยงาม เมืองน่าอยู่ การพัฒนาที่ยั่งยืนและเมืองยั่งยืน

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ให้ความหมายของเมืองสวยงาม ว่าเป็นกระบวนการ ไม่ใช่ผลลัพธ์   เมืองสวยงามไม่ได้มุ่งความสำเร็จไปที่สถานะทางสุขภาพเท่านั้น แต่เป็นเมืองที่มีสำนึกและมีความพยายามในการปรับปรุงสุขภาพให้ดีขึ้น ดังนั้นเมืองทุกเมืองสามารถเป็นเมืองสวยงามได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงสถานะทางสุขภาพ เพียงแต่ให้มีการกำหนดพันธะสัญญาในเรื่องสุขภาพ มีกระบวนการและมีโครงสร้างการดำเนินการไปสู่ความสำเร็จ เมืองสวยงามเป็นเมืองที่มีการสร้างสรรค์และปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพและทางสังคมอย่างต่อเนื่อง มีการขยายการใช้ทรัพยากรในชุมชน โดยคนในชุมชนสามารถให้การช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของชีวิต และมีการพัฒนาศักยภาพของคนอย่างสูดสุด

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ตามกรอบแนวคิดและนโยบายการพัฒนาเมืองสวยงาม ชุมชนน่าอยู่ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 (พ.ศ.2545-2549) “เมืองสวยงาม ชุมชนน่าอยู่ เป็นกระบวนการพัฒนาที่เป็นองค์รวม ยึดคนเป็นศูนย์กลาง อาศัยความเข้มแข็งของชุมชนเป็นรากฐานการพัฒนา มุ่งให้เกิดความสงบ สะดวก สะอาด ปลอดภัย มีระเบียบวินัย มีเศรษฐกิจรากฐานที่เข้มแข็ง มีระบบบริหารจัดการที่ดี ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดี วิถีชีวิตดี มีความสุขและที่สำคัญการทำเมืองและชุมชนให้น่าอยู่ต้องอาศัยพลังการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง ต่อเนื่อง   ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และความอยู่ดีมีสุขของคนไทย

ในปี ค.ศ.1987 มีการประชุม The World Commission on Environment and Development (WCED) และมีรายงานชื่อว่า Our Common Future ให้คำนิยามของการพัฒนาที่ยั่งยืนว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) คือ การพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการของคนในปัจจุบันโดยไม่ลดทอนความสามารถของอนุชนรุ่นหลังในการที่จะสนองความต้องการของพวกเขา” ในระหว่างประชุมเพื่อเตรียมการจัดประชุมใหญ่เรื่อง URBAN 21 ในกรุงเบอร์ลินสหพันธรัฐเยอรมัน ในเดือนกรกฎาคม 2000 ได้มีการให้คำจำกัดความของการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน (Sustainable Uban Development) ว่า “การทำให้คุณภาพชีวิตในเมืองดีขึ้น ซึ่งรวมทั้งระบบนิเวศวัฒนธรรมการเมือง สถาบันสังคมและเศรษฐกิจ โดยไม่ก่อให้เกิดอุปสรรคต่ออนุชนในอนาคต อุปสรรคเป็นผลเกิดจากการทำให้ต้นทุนทางธรรมชาติร่อยหรอ หรือเกินหนี้ท้องถิ่น จุดประสงค์ของเราคือ หลักการของการเลื่อนไหล (The Flow Principle) ซึ่งตั้งอยู่บนความสมดุลระหว่างวัสดุ และพลังงาน  ตลอดจนรายรับรายจ่ายของงบประมาณจะมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจในอนาคตต่อการพัฒนาในพื้นที่เมือง

แนวคิดเมืองยั่งยืนมีความหมายกว้างกว่าเมืองสวยงาม เพราะเมืองๆ หนึ่งจะไม่มีความน่าอยู่ หากมีระบบสาธารณะสุขขั้นมูลฐานไม่ดี รกรุงรังหาความเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่ได้ ขณะเดียวกัน หากเมืองสวยงามอย่างเดียวแต่ประชาชนทุกกลุ่มไม่สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองหรือมีทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต   ก็จะไม่มีใครอยากอยู่อาศัยในเมืองนั้น หากเมืองนั้นเศรษฐกิจไม่ดี บ้านเรือนสวยงาม แต่เต็มไปด้วยโจรผู้ร้ายและใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือยเมืองก็ไม่มีความยั่งยืน

 

คุณลักษณะของเมืองสวยงาม

โครงการเมืองสวยงามของสำนักงานองค์การอนามัยโลกภาคพื้นยุโรปได้กำหนดคุณลักษณะของการเป็นเมืองสวยงามไว้ 11 ประการดังนี้

1.การมีสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ รวมถึงที่อยู่อาศัย สะอาดและปลอดภัย

2.ระบบนิเวศ (ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม) มีความสมดุล  และมีการพัฒนาทียั่งยืน

3.ชุมชนเข้มแข็ง มีการเกื้อหนุนกัน ไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน

4.ประชาชนมีส่วนร่วมในระดับสูงในการกำหนด ควบคุม และตัดสินใจในเรื่องที่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต สุขภาพ และความผาสุกของประชาชน

5.ประชาชนทุกคนในชุมชนเมืองได้รับการตอบสนองปัจจัยพื้นฐานของชีวิต   ได้แก่  อาหาร   น้ำ   ที่อยู่อาศัย   ความปลอดภัย   การมีรายได้   และมีงานทำ

6.ประชาชนสามารถเข้าถึงประสบการณ์และทรัพยากรที่หลากหลาย   ด้วยการมีปฏิสัมพันธ์   ประสานงาน   การติดต่อสื่อสารกันอย่างกว้างขวาง

7.เป็นเมืองที่มีระบบเศรษฐกิจที่หลากหลาย   มีชีวิตชีวา   และมีนวัตกรรมอยู่เสมอ

8.ส่งเสริมให้มีการเชื่อมโยงคุณค่าของมรดกทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม   วิถีการดำรงชีวิตของบุคคลและกลุ่มคน

9.มีการกำหนดรูปแบบการพัฒนาที่กลมกลืนกับวิถีชีวิตของชุมชน   และมีการกำหนด คุณลักษณะของเมืองไว้ล่วงหน้า

10.ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุข   และการรักษาพยาบาลที่เหมาะสมและได้ผลสูงสุด

11.ประชาชนมีสภาวะสุขภาพในระดับดี   มีอัตราการเจ็บป่วยในระดับต่ำ

 

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของโครงการเมืองสวยงาม

การดำเนินงานเมืองสวยงามให้สำเร็จนั้น   ขึ้นอยู่กับอิทธิพลต่างๆ มากมาย แต่เมืองใดจะดำเนินโครงการดังกล่าวให้ประสบผลสำเร็จนั้นจะต้องมีปัจจัยสนับสนุนดังต่อไปนี้

1.ความมุ่งมั่นและสัญญาทางสุขภาพ (Commitment to Health) ผู้บริหารและผู้กำหนดนโยบายจะต้องมีความมุ่งมั่นและสัญญาให้กับประชาชนที่จะดำเนินการพัฒนาและกิจกรรมต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรง และโดยอ้อมกับสุขภาพ

2.การตัดสินใจทางการเมืองร่วมกัน (Political Decision Making) การตัดสินใจร่วมกันทางการเมืองเป็นหลักประกันที่จะทำให้การวางแผนและการดำเนินงานมีความสอดคล้องกัน ในการดำเนินงานระดับจังหวัดผู้ว่าราชการจังหวัด นายกเทศมนตรี จะต้องมีการตัดสินใจทางการเมืองร่วมกันในการดำเนินงานโครงการเมืองสวยงาม

3.การสร้างกลไกการประสานงานและการทำงานร่วมกัน (Intersectional Action) ผลสำเร็จของโครงการที่สำคัญอยู่กับการทำงานร่วมกันของภาครัฐ เอกชน ตลอดจนองค์กรวิชาชีพต่างๆ ในชุมชนนั้นๆ เข้ามาร่วมดำเนินงานตั้งแต่การระบุปัญหา กำหนดแนวทางในการแก้ปัญหา และการดำเนินงาน

4.การมีส่วนร่วมของชุมชน (Community Participation) การมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นอิทธิพลที่สำคัญต่อการดำเนินงานและต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

5.นวัตกรรม (Innovation) การดำเนินงานควรเปิดโอกาสให้มีการทดลองแนวคิดใหม่ ๆ ในการปฏิบัติงานที่จะทำให้เกิดการพัฒนาไปในแนวทางที่ดีกว่า

 6.การมีนโยบายของรัฐในเรื่องการส่งเสริมสุขภาพที่ชัดเจนในทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน (Healthy Public Policy) คำว่า Healthy Public Policy มิได้หมายถึงนโยบายที่เกี่ยวกับกระทรวงสาธารณสุขหรือองค์กรที่เกี่ยวกับสุขภาพเท่านั้น แต่หมายถึงนโยบายที่ชัดเจนของหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ และนโยบายเหล่านั้นส่งเสริมให้เกิดการมีสุขภาพดีทั้งตัวบุคคลและสังคม

 

(มีต่อ)



ผู้ตั้งกระทู้ Admin :: วันที่ลงประกาศ 2010-11-02 20:23:58


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (4054741)

เครื่องมือที่สัมพันธ์กับการใช้งานโซล่าเซลล์
1.แผงโซล่าเซลล์ ควรเผื่อขนาดให้มากกว่าขนาดของอุปกรณ์ไฟฟ้า อย่างน้อย 20%
2.เครื่องควบคุมการชาร์จไฟ ใช้เพื่อควบคุมชาร์จไฟฟ้าที่ได้ เข้าเก็บไว้ในแบตเตอร์รี่
3.แบตเตอร์รี่ Battery มีไว้สำหรับเก็บพลังงานไฟ ควรเลือกแบบจ่ายประจุสูง
4.เครื่องแปลงไฟ เลือกให้ขนาดกำลังวัตต์ของinverterมากกว่ากำลังวัตต์รวมของเครื่องใช้ไฟฟ้าประมาณ 30-40%เพื่ออายุการใช้งานที่ยาวขึ้น
แต่
ไฟส่องถนนโซล่าเซลล์มีแค่แผงโซล่าเซลล์กับหลอดไฟ

ผู้แสดงความคิดเห็น โซล่าโคล่า วันที่ตอบ 2017-06-26 12:25:57



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.