ReadyPlanet.com


ปารีส แอทเฟิร์สซายน์ : อนันต์ ประภาโส


           วันที่ 1 

          เมื่อเครื่องบินของสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์แลนดิ้งสู่มหานครปารีส สิ่งที่เราพอจะมองลอดหน้าต่างเครื่องออกไปเห็นก็คือแสงไฟวับๆ แวมๆ ของตึกรามบ้านช่องในยามใกล้รุ่ง มันไม่ได้สว่างไสวเหมือนที่เราเคยเห็นในหนัง นั่นคงเพราะเป็นเวลาที่ชาวปารีเซียงส่วนใหญ่ยังหลับใหลกันอยู่

หลังจากดีอกดีใจที่ผ่านความตายจากยอดเขาเอเวอเรสมาได้ (เพราะเครื่องกระแทกหลุมอากาศ ไฟดับวูบวาบอยู่หลายหน แถมไฟเตือนให้รัดเข็มขัดก็ติดขึ้นเป็นระยะๆ เมื่อบินผ่านบริเวณดังกล่าว ทำให้คนที่ไม่เคยเดินทางไกลอย่างเราได้อกสั่นขวัญแขวนกันพอสมควร) เรานั่งสงบนิ่งอยู่บนเครื่องพักใหญ่ กว่าจะค่อยๆ เดินออกมาจากเครื่องบินได้

และสิ่งแรกที่อยากจะขอให้ระวังอย่างมากที่สุดก็คือ พาสปอร์ต เพราะเมื่อคุณกำลังจะก้าวพ้นประตูเครื่องบิน นั่นหมายถึงว่าคุณกำลังจะเข้าบ้านเขาแล้ว เขาจะตรวจพาสปอร์ตของคุณเป็นอันดับแรก เพื่อนร่วมทางของผมโดนเข้าจนได้ !!

          ขณะกำลังเข้าแถวเพื่อออกจากประตูเครื่อง เราเห็นคนที่อยู่ก่อนหน้ายื่นพาสปอร์ตให้ตำรวจ ใครที่ถือพาสปอร์ตของฝรั่งเศสเขาจะไม่ตรวจ ปล่อยให้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ส่วนชาวต่างชาติอย่างพวกเราก็ต้องรอกันหน่อย ทีนี้เจ้าปกพาสปอร์ตของประเทศไทยเรามันดันมีสีคล้ายกับของประเทศจีน ตำรวจรับพาสปอร์ตไปทีละหลายๆ เล่มแล้วเปิดดู ถามโน่นถามนี่แล้วส่งคืน เรารับมาแล้วก็เดินเข้าอาคารไป เดินไปได้ครึ่งทางเกิดเอะใจอะไรไม่รู้ หยิบพาสปอร์ตขึ้นมาดูทั้งสองเล่ม เล่มหนึ่งปกติดี แต่อีกเล่มหนึ่งดันเป็นภาษาจีน ด้วยความตกใจจึงรีบกลับเข้าไปที่หน้าประตูเครื่องแล้วส่งพาสปอร์ตให้เขาดู กว่าจะหาตัวชาวจีนเจ้าของพาสปอร์ตเอามาแลกคืนได้ก็เล่นเอาใจหายใจคว่ำไปพอประมาณทีเดียว

          กว่าเราจะหลุดออกมาจากการตรวจคนเข้าเมืองได้ก็วุ่นพอสมควร เพราะต้องผ่านอีกด่านหนึ่งที่มีตำรวจคอยซักถามเรา (อีกรอบ) ว่ามาทำอะไร จะอยู่กี่วัน พักที่ไหน พกเงินมาเท่าไหร่ ตอบคำถามเสร็จก็เข้าเครื่องสแกนกันอีกครั้ง แถมพกด้วยเรื่องตื่นเต้นอีกเรื่อง คือหากระเป๋าไม่เจอ !!

          เนื่องจากเราเดินทางด้วยสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ ซึ่งต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่ประเทศสิงคโปร์ ทำให้ของที่โหลดลงใต้เครื่องบินก็ต้องถูกย้ายไปย้ายมาด้วย มาถึงตรงนี้ทำให้ผมคิดถึงหนังเรื่อง Meet The Fockers ขึ้นมาติดหมัด เพราะพระเอกในเรื่องก็เจอดีกับเครื่องบินด้วยการถูกสลับกระเป๋าเหมือนกัน เราเดินหาหมายเลขช่องโหลดกระเป๋าอยู่นาน วนหาจนทั่วก็ไม่เจอ พยายามขอความช่วยเหลือก็ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจ สุดท้ายไปจบลงที่ออฟฟิศเล็กๆ ของสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ กระเป๋าเดินทางของเราวางแหมะอยู่ตรงนั้น เดาเอาว่าเจ้าหน้าที่คงรออยู่นานไม่เห็นเราไปรับ เลยยกมาวางทิ้งไว้ให้ที่นี่

          ยังไม่จบเพียงเท่านั้นนะครับ การผจญภัยในสนามบินยังดำเนินต่อไป...

          เครื่องบินส่งเราถึงสนามบินเวลาตีห้าครึ่ง แต่กว่าจะหากระเป๋าเจอแล้วหลุดออกมาจากชั้นบนก็ปาเข้าไปเกือบ 7 โมง ขั้นตอนต่อไปคือ โทรศัพท์หาใครสักคนในปารีส ผมกับเพื่อนเดินลากกระเป๋าวนเป็นวงกลมอยู่ใน terminal จนพบร้านค้าจึงเข้าไปขอซื้อบัตรโทรศัพท์ราคา 7.5 ยูโร (ตื่นเต้นมากกับครั้งแรกที่ได้ใช้เงินในปารีส) แล้วนำมาจัดการยัดเข้าไปในตู้โทรศัพท์แล้วกดๆๆๆ เสียงจากปลายทางก็พูดภาษาฝรั่งเศสกลับมาแบบฟังไม่รู้เรื่อง รู้แต่ว่าเป็นโอปะเรเตอร์อัตโนมัติ ลองแล้วลองอีก เสียบแล้วกด เสียบแล้วกด อยู่นั่น ก็ไม่มีทีท่าว่าจะใช้ได้ จนในที่สุดก็ถึงบางอ้อ...

          การ์ดที่เราซื้อมามันเป็นระบบดูตัวเลขแล้วกด (pin phone) ไม่ใช่เสียบแล้วกด (card phone) !!!

          แต่ถึงอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ เพราะเมื่อผมหาวิธีใช้โทรศัพท์สำเร็จ ปลายทางก็ไม่มีใครรับสายจากผมสักคน

          ผมมีเบอร์โทรศัพท์ของคนที่อยู่ในปารีส 2 คน คนหนึ่งเป็นเพื่อนอาวุโสชาวเวียดนาม ที่บินไปกลับกรุงเทพ-ปารีสปีละสองหน อีกคนเป็นรุ่นน้องที่ไม่พบกันเกือบยี่สิบปีชื่อเจ้าแจ๊ค คนแรกไม่รับโทรศัพท์เพราะขี้เกียจตื่น เธอมาบอกภายหลังว่า ได้ยินเสียงโทรศัพท์แล้วแต่กำลังนอนเพลิน เลยขี้เกียจรับ และมั่นใจว่าผมคงหาทางไปโรงแรมเองได้!!! (เอากะเธอสิ) คนหลังไม่รับโทรศัพท์เพราะไปต่างเมือง (มารู้ทีหลังเหมือนกัน) สรุปว่าเราต้องหาทางไปโรงแรมกันเอง

          นสพ.อนุชา ศิริมาลัยสุวรรณ เพื่อนที่เป็นสัตวแพทย์แล้วไปเรียนอยู่ที่เยอรมันหลายปีเคยแนะนำไว้ว่า ให้ขึ้นรถไฟไปลงในตัวเมืองปารีสแล้วค่อยต่อแท็กซี่ไปโรงแรมจะประหยัดกว่า ผมใช้ภาษาอังกฤษปนภาษามือถามเจ้าหน้าที่สนามบินได้ความว่าค่าแท็กซี่จากสนามบินถึงย่านมงมาตร์เป็นเงิน 40 ยูโร คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 2,000 บาท ด้วยความเสียดายเงินเราจึงสรุปกันว่าจะเริ่มผจญภัยกันตั้งแต่วันนี้เลยด้วยการเดินทางโดยรถไฟตามคำแนะนำของหมอหมาเพื่อนของเรา จึงถามเจ้าหน้าที่ต่อว่าถ้าจะไปโดยรถไฟต้องทำอย่างไรบ้าง เจ้าหน้าที่คนสวยแนะนำให้ไปออกที่ประตู 20 แล้วรอรถบัสของสนามบินจะพาเราไปส่งที่สถานีรถไฟ (ฟรี)

          ที่ประตู 20 เราเพิ่งรู้สึกว่าปารีสยามเช้ามันหนาวจริงๆ เพราะเกือบสามชั่วโมงที่อยู่ในอาคารสนามบิน รู้สึกเฉยๆ เหมือนอยู่เมืองไทยเพราะเขาเปิด heater (เครื่องทำความร้อน) พอประตู 20 เปิดออก อากาศเย็นยะเยือกก็ปะทะใบหน้าของเราจนชาวูบขึ้นมาทันที ลมหายใจพวยพุ่งเป็นควันออกจากปาก ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนกำลังได้รับการต้อนรับจากปารีสจริงๆ เราเงยหน้ามองท้องฟ้าแล้วยิ้มให้กันอย่างมีความสุข

เราได้เหยียบปารีสแล้ว !!!

ความรู้สึกของผมตอนนี้คล้ายๆ กับสมัยเรียนที่ได้ไปเที่ยวเมืองเหนือครั้งแรกกับคณะทัศนศึกษาที่มหาวิทยาลัย ครั้งนั้นเราไปเช้ากันที่ลำพูน รถวิ่งฝ่าสายหมอกมาถึงลำพูนตอนรุ่งสาง เมื่อลงจากรถเราก็ปะทะกับอากาศอันหนาวเย็นของเมืองเหนือ และสารความสุขก็หลั่งไปทั่วทุกขุมขน

ผมกับเพื่อนช่วยกันยกกระเป๋าขึ้นรถบัสแล้วหาที่นั่ง ในใจของผู้ร่วมทางคิดอย่างไรผมไม่รู้ แต่ตัวผมนั้นกำลังเครียดนิดๆ และคิดว่าสถานีรถไฟที่นี่คงไม่เหมือนหัวลำโพงบ้านเราแน่ๆ แล้วเราจะไปต่อกันอย่างไร ?

คิดอยู่ได้ไม่นานสายตาก็เหลือบไปเห็นสุภาพสตรีคนหนึ่งกับครอบครัว สามีและลูก 2 คน เธอคงมองผมอยู่นานแล้ว เมื่อสบตากันจึงยิ้มให้ ผมก็ยิ้มตอบพร้อมคำว่า “hello” เธอถามเป็นภาษาอังกฤษกลับมาว่าผมต้องการจะไปไหน ผมรีบตอบทันทีว่า “มงมาตร์” แล้วต่ออีกว่า “ไปไม่ถูก” เธอพยักหน้ารับแล้วหันไปคุยภาษาฝรั่งเศสกับสามีสองสามคำแล้วพูดกับผมทำนองว่า “จะบอกทางให้” ผมก้มหัวให้เธอพร้อมคำขอบคุณแล้วหันกลับมาคุยกับเพื่อนร่วมทางต่อด้วยความสบายใจ อย่างน้อยครอบครัวนี้คงพาเราไปถึงที่หมายแน่

เมื่อรถบัสมาถึงสถานีรถไฟ เรารีบลากกระเป๋าตามครอบครัวนั้นไปติดๆ ฝ่ายสามีพยายามพูดคุยกับผมหลายคำ แต่เราสื่อสารกันไม่ได้เพราะเขาพูดฝรั่งเศส และผมพูดฝรั่งเศสไม่ได้เลย ฝ่ายภรรยาพาผมไปที่ช่องขายตั๋วแล้วคุยกับคนขายสาวผิวสี เธอหันมามองผมกับเพื่อนแล้วบอกราคา ผมอยากรู้มานานแล้วว่า บัตรวีซ่า มันใช้ในต่างประเทศได้จริงหรือ ? จึงส่งบัตรวีซ่าไปให้เธอ พนักงานขายตั๋วรับไปรูดปรื๊ด รูดปรื๊ด แล้วส่งคืนพร้อมสลิปให้เซ็นต์ชื่อ จากนั้นตั๋วรถไฟสองใบก็มาอยู่ในมือเรา สุภาพสตรีคนเดิมชี้มือให้ผมลงบันไดไปรอรถไฟที่ชั้นใต้ดิน บอกสายให้เสร็จสรรพ แล้วกำชับว่าให้ไปลงที่ สถานีการ์ดูนอร์ด แล้วค่อยต่อรถไฟไปมงมาตร์อีกทอดหนึ่ง ผมจับความได้แค่การ์ดูนอร์ด เลยตั้งเป้าว่าเอาแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน ถึงการ์ดูนอร์ดแล้วค่อยว่ากันอีกที

ที่เธอกำชับกับผมมากเพราะตัวเธอกับครอบครัวจะไปอีกเส้นทางหนึ่ง หลังจากสั่งเสียกันเรียบร้อยเธอและครอบครัวก็จากไปพร้อมรอยยิ้ม ในวันอันสดใสเช่นนี้ คำกล่าวตักเตือนเรื่องภัยในปารีสก็อันตรธานหายไปจากสมองของผมจนหมดสิ้น เพราะความน่ารักของครอบครัวนี้นี่เอง

รถไฟแล่นตามรางมาถึงสถานีการ์ดูนอร์ด ระหว่างทางเราก็ตื่นตาตื่นใจไปกับบรรยากาศแปลกตาของปารีสสลับกับคอยมองว่าถึงสถานีไหนแล้ว ที่เหนือขอบหน้าต่างรไฟ เขามีแผนผังบอกเส้นทางติดไว้ให้เราดูเป็นระยะๆ ว่า รถไฟจะถึงสถานีไหนก่อน-หลัง จึงไม่ต้องกลัวว่าจะหลง แต่ต้องระวังอย่าให้เลย

เราสนุกกันมากที่การ์ดูนอร์ด เพราะเป็นสถานีรถไฟที่ใหญ่และมีหลายชั้นมาก ที่ว่าหลายชั้นนั้น ไม่ใช่หลายชั้นสูงขึ้นไปบนอากาศนะครับ แต่เป็นหลายชั้นที่มุดลงไปในดิน แต่ละชั้นมีบันไดเลื่อนและร้านค้ามากมายเหมือนห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ในบ้านเรา มีร้านกาแฟ ร้านขายหนังสือ ร้านอาหารครบครัน กว่าจะออกมาพ้นสถานีเราก็ถ่ายรูปกันไปร่วมร้อยรูป และตัดสินใจด้วยความเหนื่อยอ่อนว่า จากตรงนี้เราไปแท็กซี่ดีกว่า

วันแรกกับการเดินทางในปารีส เราจ่ายค่าตั๋วรถไฟจากสนามบินถึงการ์ดูนอร์ดใบละ 7.75 ยูโร แล้วมาจ่ายค่าแท็กซี่มิเตอร์ (ยี่ห้อเบนซ์) จากสถานีการ์ดูนอร์ดไปโรงแรมย่านมงมาตร์อีก 6.8 ยูโร รวมแล้วประหยัดไปประมาณ 800 บาท.

 

กลับไปที่หน้า : 10 วัน เที่ยวปารีสแบบติสท์ ติสท์



ผู้ตั้งกระทู้ Admin :: วันที่ลงประกาศ 2010-11-13 21:09:52


[1]

ความคิดเห็นที่ 2 (4010787)

 อยากสอบถามเรื่องโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินราคาถูกไปประเทศญี่ปุ่นว่ามีของสายการบินอะไรบ้างคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น pools วันที่ตอบ 2016-08-11 09:38:11


ความคิดเห็นที่ 1 (3318372)

ขอโทษนะค่ะ พี่ช่วยเเอดมาในเฟสได้ไหม gan ax พอดีมีเรื่องอยากสอบถามค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น gan (gan_ax-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-05-30 01:21:28



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.