ReadyPlanet.com


การได้มาซึ่งที่พักย่านมงมาตร์


การได้มาซึ่งที่พักย่านมงมาตร์

 อนันต์ ประภาโส

 

                ในวันที่อากาศดีๆ อย่างนี้ ผมตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น อากาศในห้องพักของโรงแรมอันอบอุ่น ประกอบกับสายน้ำอุ่นๆ จากฝักบัวยิ่งทำให้สบายตัวขึ้นอีก

                แต่ขอโทษ...เมื่อก้าวพ้นประตูออกมาสู่ถนนอิฐหน้าโรงแรม ความหนาวสะท้านก็ผ่านเข้ามาสู่ผิวกายในทันที จนต้องกระชับเสื้อและติดกระดุมให้มิดชิดขึ้น นึกขึ้นได้ว่า ในอาคารต่างๆ ของเมืองปารีสแทนที่จะติดเครื่องปรับอากาศเหมือนบ้านเรา เขากลับติดเครื่องทำความร้อนแทน

                ลักษณะของมันเท่าที่เห็นโดยทั่วไปจะเป็นท่อยื่นออกมาจากผนัง แล้วมีโลหะเป็นเส้นๆ คล้ายเส้นก๋วยเตี๋ยวเรียงกันเป็นแผง ทีแรกผมไม่ค่อยจะกล้าเข้าใกล้มันนัก เพราะเห็นว่าเป็นอุปกรณ์ให้ความร้อน กลัวว่าอุณหภูมิของมันจะทำให้ผิวหนังพอง แต่เมื่อไปแตะถูกเข้า ปรากฏว่ามันไม่ได้ร้อนจี๋เหมือนหม้อต้มน้ำร้อนที่บ้านเรา มันเพียงถ่ายเทความอุ่นสู่อากาศภายในอาคารให้เราเท่านั้น

                คงเคยได้ยินข่าวกันใช่ไหมครับว่า มีอยู่ปีหนึ่ง อากาศในปารีสร้อนจัดจนถึงขนาดทำให้มีผู้สูงอายุเสียชีวิต สาเหตุก็เพราะบ้านเขาไม่มีเครื่องปรับอากาศนั่นเอง เรื่องอากาศนี่ผมคิดว่าเมืองไทยเราดีที่สุด แม้จะร้อนจัดหนาวจัดยังไงก็ไม่ถึงขั้นมีคนตาย เพื่อนชาวเวียดนามของผมที่ไปใช้ชีวิตอยู่ในฝรั่งเศสหลายสิบปี เธอเล่าให้ฟังว่าทุกวันนี้เธอจะอยู่ปารีสแค่ 6 เดือน คือประมาณเดือนมีนาคมถึงเดือนสิงหาคม อีก 6 เดือนที่เหลือเธอจะบินมาอยู่ที่เมืองไทย เพราะตอนนั้นอากาศที่ฝรั่งเศสจะหนาวมาก

                โรงแรมที่ผมไปพักนั้น อยู่ในย่านที่ใกล้กับ มงมาตร์ มีชื่อว่า โรงแรมคอมฟอร์ท เป็นโรงแรมระดับ 3 ดาว ตั้งอยู่เลขที่ 13 บนถนนเลคลัส ในย่านคลิชชี่ ถ้าเปิดอินเตอร์เน็ตดูแล้วเสิร์ชหาคำว่า Hotel Comfort 17eme Montmartre ก็จะพบรายละเอียดของโรงแรมมากพอสมควร อย่างเช่นในเว็บไซต์หนึ่งได้บรรยายสรรพคุณของโรงแรมนี้ไว้เป็นภาษาอังกฤษความว่า

...ตั้งอยู่บนถนนอันสงบเงียบในแถบ Batignolles อยู่ระหว่าง มงมาตร์ กับ โอเปร่า ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญของปารีส โรงแรมนี้แม้จะมีขนาดเล็กแต่ก็เพียบพร้อมไปด้วยความสะดวกสบายด้วยจำนวนห้อง 28 ห้อง และเป็นทำเลที่เหมาะกับการเดินเที่ยวเป็นอย่างยิ่งเพราะอยู่ใกล้กับวิหาร Sacre-Cœur บนยอดเขามงมาตร์ (สถานที่ถ่ายฉากสำคัญในภาพยนตร์เรื่อง Amelie) และโรงระบำประวัติศาสตร์ Moulin Rouge นอกจากนี้ยังอยู่ใกล้กับห้างสรรพสินค้าใหญ่บนถนน Haussmann และคุณสามารถเดินทางไปยังสถานี้รถไฟการ์ดูนอร์ด , ยูโรสตาร์ ได้ในเวลาเพียง 10 และ 15 นาทีด้วยรถไฟใต้ดิน...

                ฟังดูแล้วช่างน่าอภิรมย์ดีใช่ไหมครับ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ผมเลือกพักที่โรงแรมนี้หรอก

                เมื่อตัดสินใจแล้วว่า มีโอกาสงามๆ และมีเงินในกระเป๋าพอสมควร สถานที่ๆ อยากไปเยือนมากที่สุดก็คือปารีส และเมื่อเพื่อนผู้ปรารถนาดีทั้งหลายของผมทราบข่าวนี้ คำแรกที่บอกกับผมไม่ใช่เรื่องหอไอเฟล หรือพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ แต่เป็นเรื่อง มงมาตร์ เขาบอกว่าคนเรียนศิลปะอย่างพวกเรา ถ้าไม่ได้ไปเยือนมงมาตร์ก็อย่าได้ไปบอกใครว่าเคยไปปารีส แถมเล่าบรรยากาศให้ฟังอย่างออกรสชาติด้วยดวงตาเป็นประกายว่ามงมาตร์มีเสน่ห์เพียงใด เรื่องนี้ผมคงเก็บเอาไว้เล่าในคราวต่อไปนะครับ แต่ประเด็นมันอยู่ที่คำว่า “คนเรียนศิลปะต้องไปย่านมงมาตร์” นี่ล่ะ ที่ทำให้ผมตัดสินใจว่าจะต้องไปพักแถวๆ มงมาตร์ เผื่อจะมีโอกาสเดินสวนกับวิญญาณของ แวนโก๊ะ โกแกง หรือปิกัสโซ่ บ้าง

                ในวันที่ผมนำพาสปอร์ตไปให้บริษัททัวร์ช่วยทำเรื่องวีซ่า ตั๋วเครื่องบิน และจัดหาที่พักให้ ผมกำชับกับทางบริษัทอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า ให้ช่วยหาที่พักราคาย่อมเยาในย่านมงมาตร์ให้ด้วย เจ้าหน้าที่ที่แสนดีก็พยายามติดต่อหาที่พักให้ตามที่ผมต้องการ พร้อมๆ กับเสียงบ่นนิดหน่อยว่า บริษัทของเขาไม่เคยมีคอนแทคกับโรงแรมราคาเยาในย่านมงมาตร์เลย และโรงแรมที่เราได้ชื่อมาก็คือโรงแรมคอมฟอร์ทนี่ล่ะ สนนราคาก็คืนละประมาณ 4,000 บาท ซึ่งผมสรุปว่า ไม่ใช่โรงแรมราคาย่อมเยาตามที่ร้องขออย่างแน่นอน

                ผมพยายามศึกษาเรื่องที่พักในปารีสแบบตาบอดคลำช้างอยู่นาน เพราะไม่มีความรู้เรื่องฝรั่งเศสเลย ภาษาฝรั่งเศสก็พูดได้แค่ 2 คำ คือ เฌอแตม ที่แปลว่า ที่รัก กับ อุ๋ย ซึ่งบังเอิญเป็นชื่อเล่นของผม การที่จะไปเที่ยวฝรั่งเศสแบบ Back Pack ไม่เคยอยู่ในหัว การต้องไปนอนในเกสท์เฮ้าส์และใช้ห้องน้ำรวมไม่เคยอยู่ในความคิด แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องการความหรูหราอันใดกับการเดินทางครั้งนี้ ผมเพียงต้องการห้องที่มีความเป็นส่วนตัว สะอาด และมีห้องน้ำในตัวเท่านั้น อ้อ! ที่สำคัญเหนืออื่นใดคือต้องอยู่ในย่านมงมาตร์ด้วย

                อินเตอร์เน็ตจึงเป็นที่พึ่งอีกครั้งของผม ด้วยการเสิร์ชหาโรงแรมที่พักย่านมงมาตร์ผ่านทางหน้าเว๊บไซด์ ผมได้รายชื่อและสเป๊คของโรงแรมย่านมงมาตร์มาจำนวนหนึ่ง แต่เมื่อเทียบดูแล้วก็ยังไม่มีที่ไหนถูกใจเลย ที่ราคาถูกกว่า 4,000 บาทก็ไม่น่าอยู่ ที่น่าอยู่ก็ราคาเกิน 4,000 บาท แล้วอย่างนี้จะให้ตัดสินใจอย่างไรได้

                ผมจึงคลิกเข้าไปดูรายละเอียดและรูปถ่ายของโรงแรมคอมฟอร์ทอีกครั้ง คราวนี้เจอข้อความบรรยายสรรพคุณเพิ่มเติม พออ่านออกแปลได้ดังนี้...

สถานที่ที่อยู่ใกล้โรงแรม Pigalle : เส้นทางจากย่าน คลิชชี่  ขึ้นเนินไปยัง มงมาตร์ ย่านปีกาลจัดเป็นโซนนิ่งของปารีสที่เต็มไปด้วยบาร์โชว์ วิดีโออีโรติก และเซ็กส์ช้อป โรงระบำประวัติศาสตร์อันลือชื่อ “มูแลงรูจ”  อีกทั้งพิพิธภัณฑ์อีโรติก ก็ตั้งอยู่ที่นี่ ยิ่งกว่านั้นยังต่อเนื่องไปถึงถนน Rochechouart ซึ่งเป็นที่ตั้งของไนท์คลับ Le Chat-Noir ที่เราเคยเห็นในภาพโปสเตอร์ของจิตรกรชื่อดัง ตูลูส โลเทรค Montmartre Cemetery : สถานที่อันแสนโรแมนติกสูงขึ้นไปบนเนินอันเป็นสุสานประวัติศาสตร์ของศิลปินที่มีชื่อเสียงโด่งดังตั้งแต่ Nijinsky ถึง Offenbach และ Berliz ถึง Degas Department Stores : ถนน Haussmann เป็นถนนแรกๆ ของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง เช่น Au Printemps ที่เปิดกิจการครั้งแรกในปี ค.ศ.1846 และ Galeries Lafayette เจ้าแห่งแฟชั่น ที่เปิดกิจการใน ค.ศ.1894 แกลเลอรี่ลาฟาแยตแห่งนี้มีแฟชั่นโชว์ให้ชมฟรีทุกๆ สัปดาห์ แถมมีร้านอาหารแบบบริการตนเองกับทิวทัศน์ที่สวยงามบนชั้น 6 ซึ่งคุณสามารถมองเห็นตึกโอเปร่า ได้อย่างชัดเจน ส่วนที่ Au Printemps เองก็มีแฟชั่นประจำสัปดาห์ให้ชมเช่นกันที่ชั้น 6 ของอาคาร ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับดื่มชาในบรรยากาศ blue stained-glass…

                ผมหลับตาจินตนาการได้เพียงน้อยนิดกับข้อความเหล่านั้น ที่พอนึกออกอยู่บ้างก็พวกคำศัพท์คุ้นๆ เช่น เซ็กส์ช้อป วิดีโออีโรติก มูแลงรูจ และแกลเลอรี่ลาฟาแยต ในที่สุดผมก็ต้องยอมจ่ายค่าโรงแรมล่วงหน้า 10 คืน เป็นเงินประมาณ 40,000 บาทให้กับบริษัททัวร์ และได้ใบแฟกซ์ขาวๆ มาหนึ่งใบ (ที่ดูไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย) เป็นหลักฐานในการไปใช้บริการ ณ โรงแรมคอมฟอร์ท

                โรงแรมแห่งนี้มีลักษณะเหมือนตึกแถวบ้านเรา แต่เป็นตึกแถวที่เก่าและคลาสสิค ตั้งอยู่บนถนนเล็กๆ ที่บ้านเราเรียกกันว่า “ซอย” แต่บ้านเขาเรียกว่า “รู” (RUE) มีทั้งหมด 7 ชั้น 6 ชั้นตั้งอยู่บนพื้นดิน อีก 1 ชั้นมุดลงไปอยู่ใต้ดิน ชั้นแรกเมื่อเปิดประตูเข้าไปจะเป็นล๊อบบี้เล็กๆ มีเคาน์เตอร์พอให้เจ้าหน้าที่นั่งได้ 1-2 คน ชั้นที่สองถึงหกเป็นห้องพัก ชั้นใต้ดินเป็นคอฟฟี่ช้อปเล็กๆ ขนาดประมาณ 8 โต๊ะไว้สำหรับบริการอาหารเช้าให้กับแขกที่มาพัก ผู้ดูแลโรงแรมแห่งนี้เป็นชาวฝรั่งเศสผิวดำทั้งหมด ตั้งแต่ Information ยัน Mate เห็นโรงแรมเล็กๆ อย่างนี้อย่านึกว่าไม่มีลิฟท์นะครับ แต่เป็นลิฟท์ขนาดเล็กรุ่นเก่าพอๆ กับลิฟท์ที่ตึกเด๊ก (คณะมัณฑนศิลป์) ในมหาวิทยาลัยศิลปากร ตอนขึ้นถ้าไม่ระวังก็แผลงฤทธิ์ประตูปิดแต่ลิฟท์ค้างเอาดื้อๆ แต่ด้วยประสบการณ์การใช้ลิฟท์สมัยเรียนที่ศิลปากรทำให้ผมไม่ได้หวาดกลัวเจ้าลิฟท์ฝรั่งเศสแม้แต่น้อย เพราะแค่เปิดประตูออกแล้วช่วยออกแรงงับประตูให้มันปิดสนิทหน่อย แค่นี้มันก็พาเราขึ้นลงได้แล้ว

                ห้องพักของโรงแรมมีขนาดประมาณ 4 x 4 เมตร มีเตียง ตู้เสื้อผ้า โทรทัศน์ ห้องน้ำ ฝักบัว แต่ไม่มีอ่างอาบน้ำ หน้าต่างประตูมิดชิดดีแต่ไม่สามารถกันเสียงได้มากนัก สังเกตจากยามค่ำคืนในบางคืนผมจะได้ยินเสียงร้องโหยหวนของผู้หญิงดังเล็ดลอดออกมาจากห้องข้างๆ เสียงร้องกระเส่าเป็นจังหวะจะโคนนั้นผ่านประตูห้องโน้นมาสู่ประตูห้องนี้จนทำให้ผมตื่นขึ้นมากลางดึกได้ ลองคิดเอาเองก็แล้วกันว่าประตูห้องของโรงแรมนี้บางหรือเสียงของเธอดังกันแน่ แม้เสียงของเธอผู้นั้นจะทำให้ผมต้องตื่นขึ้นมาในยามดึกแต่ก็หาได้ทำให้ผมอารมณ์เสียแต่อย่างใดไม่ กลับทำให้รู้สึกว่ามาปารีสคราวนี้มีเรื่องขำๆ ไปเล่าให้พรรคพวกฟังอีกแล้ว ในเวลาอาหารเช้า ผมได้แต่คาดเดาว่าคู่รักคู่ไหนหนอที่ส่งเสียงให้ผมได้ยินได้ฟังอยู่หลายคืน ผมนอนฟังเสียงครางของเธอผู้ไม่มีตัวตนอยู่สองคืนกับอีกหนึ่งเช้า หลังจากนั้นก็ไม่ได้ยินเสียงเธออีกเลย

                พูดถึงความไม่กันเสียงของห้องพักในโรงแรมคอมฟอร์ทแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเหน็บไปถึงคำโฆษณาชวนเชื่อที่เขาเขียนไว้ในเว๊บไซด์ว่า “ตั้งอยู่บนถนนอันสงบเงียบในแถบ Batignolles” เพราะกลางดึกคืนหนึ่ง ผมกับเพื่อนกำลังดื่มไวน์แกล้มไก่ย่างฝรั่งเศส (แถมซดน้ำแกงจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่พกมาจากเมืองไทย) อยู่อย่างเอร็ดอร่อย พลันได้ยินเสียงคนทะเลาะกันเสียงขรมดังลั่นเข้ามาในห้องพัก เราต่างรีบวางไก่กับแก้วไวน์แล้วพุ่งตัวไปยังหน้าต่างทันที เมื่อชะโงกลงไปที่ “รู” ด้านล่างก็เห็นฝูงกระเทยฝรั่งเศสกลุ่มใหญ่กำลังด่าทอกันอย่างถึงพริกถึงขิง ฝ่ายหนึ่งอยู่ปากซอย อีกฝ่ายอยู่กลางซอย ทั้งสองฝ่ายร่างกายใหญ่โต เสียงห้าว แต่แต่งหญิงเต็มยศเกือบทุกคน ลองนึกภาพรู (RUE) ที่กว้างไม่เกิน 10 เมตร ทั้งสองฝั่งเป็นตึกแถวสูง 6 ชั้น มีทางออกเพียงสองทางคือหัวซอยกับท้ายซอยดูสิครับ ว่าเวลาคนมายืนทะเลาะกันตรงนี้เสียงมันจะดังก้องขนาดไหน นอกจากสาวๆ จะตะโกนด่าทอกันอย่างออกรสชาติแล้ว บางช่วงบางจังหวะยังมีการลงไม้ลงมือกันพอหอมปากหอมคออีกด้วย แต่ดูแล้วน่าจะไม่รุนแรงอะไรนัก เพราะท่าทางเขาเพลาๆ มือไม่จริงจังกับการทุบตีสักเท่าไหร่ ผมจึงเดาเอาเองว่าคนกลุ่มนี้เขาน่าจะเป็นเพื่อนกัน คงพากันไปเที่ยวจนเมามายแล้วมาทะเลาะกันตอนกลับนี่เอง และคิดว่าเหตุการณ์คงเกิดขึ้นบ่อยๆ เพราะเห็นชาวบ้านฝั่งตรงข้ามชะโงกมามองแล้วก็ส่งยิ้มให้เราเหมือนเป็นเรื่องปกติ แถมยังมีมาให้เห็นประปรายในคืนถัดมาอีกด้วย

                ถ้าจะถามผมตรงๆ ว่าพอใจกับโรงแรมราคาสี่พันนี้แค่ไหน ก็คงต้องตอบว่าชอบมากทีเดียว  เพราะอันที่จริงมันก็อยู่ในย่านที่สงบจริงๆ ถ้าไม่นับเสียงข้างห้องกับกระเทยปารีสตีกัน และดูปลอดภัยไม่มีอันตราย แถมความสะดวกสบายรอบด้านก็เป็นจริงตามที่เขาคุยไว้ เดินออกมาจากซอยโรงแรมแค่ 300 เมตรก็เจอจตุรัสใหญ่ ข้ามถนนไปนิดเดียวก็เจอรถไฟใต้ดิน ป้ายรถเมล์มีให้เลือกมากมายว่าต้องการไปตรงไหนของปารีส ร้านกาแฟ ร้านหนังสือ โรงหนัง ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ มีครบถ้วน ที่สำคัญและถูกใจผมมากๆ เลยก็คือร้านอาหารจีนที่เจ้าของร้านหน้าเหมือนคนไทยที่เราฝากท้องไว้กับเธอตลอด 10 วันนี่ล่ะ แต่ถ้าจะให้ชอบที่สุดคงต้องขอให้ราคาห้องพักถูกกว่านี้ลงสักหน่อย เพราะวันหลังๆ เมื่อได้ไปเดินท่องปารีส ก็เห็นโรงแรมลักษณะเดียวกันนี้อีกมากมายที่ราคาถูกกว่า แต่ว่าก็ว่าเถอะ ใครจะเสี่ยงมาตายเอาดาบหน้าล่ะครับ

                ในวันแรกที่มาถึงปารีส หลังจากเช็คอินและพักผ่อนจนหายเหนื่อยแล้ว เราพากันเดินสำรวจรอบๆ บริเวณที่พัก อากาศครึ้มๆ มีละอองฝนโปรยปรายนิดหน่อย การเดินเล่นครั้งแรกกับความแปลกหน้าของชาวปารีเซียงทำให้ไม่ค่อยสบายใจนัก เพราะถูกขู่มาตั้งแต่เมืองไทยว่าที่นี่โจรเยอะ ให้ระวังขโมย ระวังคนล้วงกระเป๋า ทำให้ต้องคอยตรวจกระเป๋าอยู่บ่อยๆ จนกระทั่งตอนค่ำที่ออกมาเดินในรอบที่สองจึงค่อยคุ้นเคยกับบรรยากาศรอบตัวมากขึ้น และมาจบลงที่อาหารค่ำแบบเอเชียที่ร้านอาหารจีนดังกล่าวกับต้มยำกุ้งรสชาติประหลาดราคา 5.80 ยูโรที่เขียนกำกับไว้ในเมนูว่า “Thai soup” ข้าวกุ้งทอดพริกไทยกับหอมหัวใหญ่ราคา 8.50 ยูโร และโรสไวน์ราคา 7.50 ยูโร คิดเป็นเงินไทยแล้วก็ราวๆ พันเศษๆ บวกลบคุณหารดูแล้วเราต้องอยู่ที่นี่ 10 วัน วันละ 3 มื้อ มื้อละ 1,000 ก็ตก 30,000 บาท หารสองก็คนละ 15,000 บาท แต่ที่จริงแล้วเราจ่ายน้อยกว่านั้น แล้วจะเล่าให้ฟังนะครับ

                การได้มาซึ่งที่พักย่านมงมาตร์ก็จบลงด้วยประการฉะนี้.

 

กลับไปที่หน้า : 10 วัน เที่ยวปารีสแบบติสท์ ติสท์

 



ผู้ตั้งกระทู้ Admin :: วันที่ลงประกาศ 2010-11-22 21:24:26


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.