ReadyPlanet.com


หอมกลิ่นลมหนาวที่หอไอเฟล


หอมกลิ่นลมหนาวที่หอไอเฟล : อนันต์ ประภาโส

 

                ปลายเดือนเมษายน ปลายฤดูร้อนของประเทศไทย แต่ที่เมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส เรายังเห็นคนใส่เสื้อโค้ทกันเต็มเมือง ว่ากันว่าช่วงนี้เป็นระยะเวลาที่อากาศอุ่นสบายที่สุดของปารีส ใครอยากไปเที่ยวให้ไปตอนนี้ แต่สำหรับคนไทยอย่างเรา อากาศอุ่นของปารีสแบบนี้บ้านเราเรียกว่า เย็นจัดจนเกือบจะหนาวแล้ว ยิ่งถ้าคุณยืนอยู่กลางแจ้งแล้วบังเอิญมีเมฆมาบังแสงอาทิตย์พอดี คุณจะรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาทันที หรือถ้าคุณกำลังเดินลงอุโมงค์รถไฟใต้ดิน ก็อาจจะมีลมแรงพัดเข้ามาปะทะทำให้คุณหนาวจนหน้าชาได้

                ปารีส เมื่อพูดคำๆ นี้แล้วบางคนอาจจะนึกพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ บางคนอาจนึกถึงมหาวิหารนอธเตอร์ดาม บางคนอาจนึกถึงมงมาตร์ แต่สิ่งที่ทุกคนไม่เคยลืมที่จะคิดถึงก็คือ หอไอเฟล แลนด์มาร์คสำคัญของปารีสและของโลก

                ก่อนที่จะได้ไปยืนอยู่ตรงหน้าหอไอเฟล เมื่อคุณเข้าสู่ใจกลางนครปารีส ต้องมีมุมใดมุมหนึ่งให้เห็นหอไอเฟลโผล่หน้ามาทักทายคุณอย่างแน่นอน ด้วยความสูงใหญ่ของมันทำให้ใครๆ ก็มองเห็นแทบจะทุกมุมของเมือง แต่ถึงแม้คุณจะยังไม่เห็นหอไอเฟลจริงๆ ก็ยังมีหอไอเฟลตัวเล็กตัวน้อยให้คุณดูจนลานตาตั้งแต่ก้าวแรกที่คุณลงสู่สนามบิน มีหอไอเฟลขนาดสูงเท่าผู้ชายตัวโตๆ วางต้อนรับอยู่ที่สนามบิน มีหอไอเฟลสูงเท่าเด็กสิบขวบตั้งอยู่หน้าร้านขายของที่ระลึก มีหอไอเฟลอันจิ๋วแขวนอยู่ที่พวงกุญแจ มีหอไอเฟลอยู่ในที่ทับกระดาษ ขวดน้ำหอม ขวดพริกไทย ถ้วยน้ำ ที่เปิดไวน์ ฯลฯ มันเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจไม่ใช่น้อยสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเรา แต่ผมคิดว่าชาวปารีสคงจะเบื่อหอไอเฟลกันเต็มทีแล้วล่ะ แต่ก็ช่วยไม่ได้ เพราะหอไอเฟลนี่เองที่ทำให้ปารีสกลายเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญของโลกมิใช่หรือ       

                จากที่พักแถว Place de Clichy ย่าน Montmartre เราสามารถนั่งรถประจำทางหรือรถใต้ดินไปโผล่ที่หอไอเฟลได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที แน่นอนว่ารถไฟใต้ดินไม่มีติดไฟแดง แต่ขอบอกว่าที่ปารีสซึ่งน่าจะมีคนรวยเยอะกว่ากรุงเทพกลับไม่มีรถยนต์มากจนติดหนึบเหมือนบ้านเราหรอกนะครับ พูดกันแค่นี้ก่อน ไว้โอกาสหน้าค่อยมาคุยกันเรื่องรถราในปารีสกันให้ละเอียด

                ผมนั่งรถเมล์ไปเที่ยวหอไอเฟลในวันที่อากาศสดใส ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าไม่มีเมฆปกคลุม แดดกำลังอุ่นสบาย เหมือนฤดูหนาวกลางเมืองเชียงใหม่ยังไงยังงั้น กำลังนั่งมองสาวๆ เมืองปารีสที่แต่งตัวสวยงามอย่างกับหลุดออกมาจากนิตยสารเดินกันขวักไขว่ตามท้องถนน เผลอแป๊บเดียวก็เห็นหอไอเฟลมายืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าเสียแล้ว ความรู้สึกแรกของวินาทีนั้นคือความอิ่มเอมใจ เกิดความสุขขึ้นมาอย่างกะทันหัน

                ผมได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวหลายเล่ม เขาบอกว่าปารีสเปรียบเสมือนนครหลวงแห่งศิลปะโลก ของดีๆ ทั่วโลกถูกรวบรวมไว้ที่นี่ และหอไอเฟลก็เป็นสัญลักษณ์ของศิลปะสมัยใหม่ชิ้นหนึ่งของโลกทีเดียว ใครที่ร่ำเรียนมาทางศิลปะ นอกจากจะต้องหาโอกาสสักครั้งในชีวิตไปเยือนอิตาลีแล้ว ปารีสและหอไอเฟลนี่แหละที่คุณควรได้มาสัมผัส

หอไอเฟล ถูกสร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1889 โดย Gustave Eiffel ในโอกาสที่ปารีสจัดงาน Universal Exhibition ฉลองครบรอบ 100 ปีแห่งการปฏิวัติ เดิมทีหอไอเฟลถูกกำหนดให้สร้างขึ้นเป็นการชั่วคราว และถูกวิจารณ์ว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีรูปร่างน่าเกลียด เป็นทัศนียภาพอุจาดกลางกรุงปารีส จนถึงขนาดมีการเรียกร้องให้รื้อถอนออกไป แต่ด้วยความโดดเด่นสะดุดตา และการก่อสร้างที่แข็งแกร่ง มันจึงยืนตระหง่านอยู่มาจนถึงวันนี้ และกลายเป็นสัญลักษณ์ของปารีสในที่สุด ทุกวันนี้ เวลาคุณนำรูปถ่ายไปให้ใคร ๆ ดูแล้วมีหอไอเฟลเป็นฉากหลังก็รู้ทันทีว่า คุณยืนอยู่ที่ฝรั่งเศส

หอไอเฟลเคยเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกด้วยความสูง 324 เมตร จนถึงปี ค.ศ. 1930 จึงถูกทำลายสถิติโดยตึกแมนฮัตตันไครส์เลอร์ หอไอเฟลมีบันได 1,652 ขั้น ใช้หมุดเหล็กในการเชื่อม 2.5 ล้านตัว มีน้ำหนักทั้งสิ้น 10,100 ตัน ต้องใช้สี 40 ตันทาหอคอยทั้งหลังทุกๆ 4 ปี และต้องใช้ไฟถึง 20,000 ดวงในเวลากลางคืน มีลิฟท์ไว้บริการนักท่องเที่ยวที่ไม่อยากขึ้นบันไดซึ่งต้องยืนรอเข้าคิวยาวมาก ข้างบนมีที่ชมวิว ร้านขายของที่ระลึก ที่ทำการไปรษณีย์และภัตตาคารไว้บริการนักท่องเที่ยวอย่างครบครัน

                ที่บริเวณฐานของหอไอเฟล มีร้านขายของที่ระลึก ซุ้มขายแซนวิชกับกาแฟ มีเก้าอี้ให้นั่งเล่น มีบริเวณจัดนิทรรศการภาพถ่ายการก่อสร้างหอไอเฟลตั้งแต่วางฐานจนถึงยอด ห่างออกไปหน่อยมีลานกว้างไว้ให้เด็กๆ เข้าไปเล่นม้าหมุน มีศิลปินอิสระนั่งสเก๊ตช์ภาพนักท่องเที่ยวด้วยรอยยิ้ม มีภาพเขียนสีน้ำมันรูปหอไอเฟลวางขายอยู่ตามริมถนนมากมาย เลยไปอีกนิดก็มีบันไดให้คุณลงไปที่ท่าเรือ Batobus เพื่อนั่งเรือชมแม่น้ำแซนอันสวยงาม

                ทุกๆ วันที่หอไอเฟล คุณจะเห็นนักท่องเที่ยวมากมายจากทั่วทุกมุมโลกมาชุมนุมกันอยู่ที่นี่ ทั้งผิวขาว ผิวเหลือง ผิวดำ ผมคิดเอาเองว่าบริเวณนี้น่าจะมีชาวต่างชาติเดินไปมาอยู่มากกว่าชาวฝรั่งเศสเสียอีก อย่างที่รู้กันอยู่ ใครที่ไปเที่ยวปารีสถ้าไม่มาเยือนหอไอเฟลก็เปรียบเสมือนยังไปไม่ถึงฝรั่งเศส เพื่อนชาวเวียดนามของผมที่พาเรามาเที่ยวที่นี่มีสีหน้าเรียบเฉยมากกับหอไอเฟล เธอเล่าให้ฟังว่าทุกครั้งที่มีเพื่อนชาวต่างชาติมาเที่ยวฝรั่งเศสเธอก็ต้องพามาที่นี่ ด้วยจำนวนปีเกินกว่า 20 ปีที่เธออยู่ฝรั่งเศส เธอคงมาที่นี่หลายร้อยครั้งทีเดียว แบบนี้จะไม่ให้เบื่อคงไม่ไหว

                หากคุณมีเวลาพอที่จะเตร็ดเตร่อยู่แถวๆ หอไอเฟลจนถึงกลางคืน คุณก็จะได้เห็นภาพอันสวยงามของหอไอเฟลในอีกแบบหนึ่ง ด้วยการประดับประดาไฟสว่างไสวกลายเป็นหอไฟท่ามกลางความมืด และบริเวณรอบ ๆ คุณก็จะได้เห็นหนุ่มสาวทั้งชาวปารีเซียงเองและนักท่องเที่ยวพลอดรักกันอย่างดูดดื่มในบรรยากาศแสนโรแมนติก คำพูดคำนี้มาจากการบอกเล่าของเพื่อนคนหนึ่งของผมที่ไปเดินเดี่ยวอยู่ตรงนั้นแล้วเกิดอาการเหงากะทันหันขึ้นมาเพราะฉากรักแสนโรแมนติกนั่นเอง น่าเสียดายที่วันนั้นผมไม่ได้อยู่จนเห็นฉากนั้นด้วยตาตัวเอง ไม่งั้นคงมีเรื่องมาเม้าท์ให้ฟังได้มากกว่านี้

                เราใช้เวลาคุยกับหอไอเฟลราวสองชั่วโมงก่อนเดินข้ามถนนไปลงเรือชมแม่น้ำแซน นับว่าเป็นความคุ้มค่าที่ได้มาชมสิ่งประดิษฐ์อันมหัศจรรย์ชิ้นหนึ่งของโลกที่สร้างด้วยน้ำมือมนุษย์ยุคก่อนหน้าที่จะมีเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกเหมือนปัจจุบัน นี่ล่ะคุณค่าทางความงามที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ที่คนทั้งโลกน่าจะดูไว้เป็นแบบอย่าง แล้วหันกลับมามองตัวเองว่าก่อนตายได้สร้างสรรค์อะไรทิ้งไว้ให้โลกบ้าง.

………………………………………

 

การมาเที่ยวหอไอเฟลให้ใช้บริการรถไฟใต้ดินหรือ METRO ลงที่สถานี Bir-Hakeim , Trocadéro หรือ Ecole Militaire RER สาย C ต้องลงที่ สถานี Champ de Mars-Tour Eiffel แต่ถ้าลงที่ Trocadéro จะมีมุมสวยๆให้ถ่ายรูปหอไอเฟล แล้วจึงค่อยเดินข้ามแม่น้ำแซนทางสะพานอิเอนาไปยังหอไอเฟล

 

กลับไปที่หน้า : 10 วัน เที่ยวปารีสแบบติสท์ ติสท์



ผู้ตั้งกระทู้ Admin :: วันที่ลงประกาศ 2010-12-04 17:17:46


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.