ReadyPlanet.com
dot
dot
- หนังสือศิลปะ -
dot
bulletวาดเส้น
bulletสถาปัตยกรรม-ออกแบบภายใน
bulletจิตรกรรม
bulletสีน้ำ
bulletประติมากกรม-ภาพพิมพ์
bulletวาดเล่น-ศิลปะประดิษฐ์-งานอดิเรก
bulletศิลปะเด็ก
bulletศิลปศึกษา-วิชาการ-เตรียมสอบ
bulletศิลปะไทย
bulletรวม พ็อกเก็ตบุ๊ค ศิลปะ-ออกแบบ
bulletเกมส์-ฝึกสมอง
bulletปกิณกะ
dot
อ่ า น - เ ขี ย น
dot
bulletพจนานุกรมออนไลน์
bulletหอสมุดแห่งชาติ
bulletพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
bulletพจนานุกรม2
bulletสมาคมผู้จัดพิมพ์
dot
ศิ ล ป ะ - อ อ ก แ บ บ
dot
bulletศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ
bulletพิพิธภัณฑ์ลูฟว์
dot
คุ ย กั บ ค รู อุ๋ ย
dot
bulletครูอุ๋ย OK Nation
bulletครูอุ๋ย twitter
bulletครูอุ๋ย FB
dot
ฟั ง สื่ อ - ดู สื่ อ
dot
bulletวิทยุศึกษา
bulletฟังวิทยุผ่านเน็ต
bulletดู TV ผ่านเน็ต
bulletฟัง JAZZ ที่นี่ 1
bulletThai PBS
bulletนายกฯ อภิสิทธิ์
bulletฟัง JAZZ ที่นี่ 2
dot
บ ริ ก า ร ส า ธ า ร ณ ะ
dot
bulletgoogle
bulletYahoo Mail
bullethotmail
bulletG-mail
bulletdownload file
bulletค้นหาเบอร์โทรศัพท์
bulletค้นหารหัสไปรษณีย์
bulletธ.ไทยพาณิชย์
bulletจ่ายค่าโทร.ออนไลน์


LINE ปรึกษาครูอุ๋ย เรื่องเรียนศิลปะ ที่นี่
บ้านครูอุ๋ย สอนศิลปะ
สอนศิลปะ
แรงบันดาลใจ มีขาย
อัลบั้ม ตามสั่ง โดย อนันต์ ประภาโส
ดาวน์โหลด รายชื่อ หนังสือ ศิลปะ พร้อมตัวอย่างปก ราคา และคำอธิบาย


ความฝันครั้งใหม่ของ อนันต์ ประภาโส

ความฝันครั้งใหม่ของมนุษย์เหล็ก

อนันต์ ประภาโส

ล้วงลูกโดย กฤษณะ ไชยรัตน์

 

ขอประวัติหน่อย

เป็นคนกรุงเทพฯ เรียนมัธยมจากโรงเรียนหอวัง มาจบ ม.ศ.5 ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา และก็มาจบปริญญาตรีที่ คณะมัณฑณศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สาขาประยุกต์ศิลปศึกษา แล้วมาจบปริญญาโทที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะครุศาสตร์ สาขาศิลปศึกษา

 

ทำไมถึงสนใจเรียนด้านศิลปะ

น่าจะเกิดจากที่เราเป็นเด็กขาพิการนี่แหละ ตั้งแต่เด็กๆ ทำอะไรไม่ค่อยคล่องตัว พอมีโอกาสได้ไปเรียนหนังสือกับเพื่อนๆ ที่เป็นเด็กปกติ รู้สึกว่าทำอะไรได้ไม่เหมือนเพื่อน อาจจะเกิดปมในใจ อาจเพราะเราชอบที่จะเป็นคนมีตัวตนมาตั้งแต่เด็ก ถ้าอยู่เฉยๆ เราก็ไม่แฮปปี้ ทำให้รู้สึกว่าอยากทำอะไรที่เป็นจุดเด่นขึ้นมา พอมาทำงานศิลปะแล้วมันได้ผล เริ่มจากวาดรูปให้เพื่อนดู เพื่อนก็สนใจ วาดการ์ตูนเป็นเรื่องราวให้เพื่อนอ่านเพื่อนก็ชอบ ก็เลยเกิดความรู้สึกว่าสิ่งนี้น่าจะทำให้เราเป็นจุดสนใจของเพื่อน ก็เลยทำงานศิลปะมาเรื่อยๆ

 

การทำงานที่ผ่านมา

เล่าย้อนไปนิดนึง เป็นคนชอบหนังสือมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะพ่อเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ทำให้เราติดมาด้วย พ่อเอามาวางไว้เราก็อ่านๆ ก็เลยเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ชอบเขียนหนังสือ วาดรูปด้วย ชอบทั้งสองอย่าง ตอนมัธยมเคยคิดจะเรียนวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เพราะอยากเป็นนักเขียน แต่อาจารย์แนะนำว่า ถ้าเรียนวารสารอาจจะต้องไปเป็นนักข่าว เราขาแข้งไม่ดีน่าจะไม่สะดวก ก็เลยไม่สนับสนุน ในที่สุดพอจบ ม.ศ.3 ก็ไปเรียนศิลปะที่เสาวภา ก็เลยเบนเข็มมาทางด้านศิลปะ แต่ลึกๆ เราก็ยังชอบงานเขียนอยู่ ก็เลยเขียนหนังสือด้วยในขณะที่ทำงานศิลปะ แต่พอเรียนจบมาอาชีพแรกก็คือเป็นครู คือสอนหนังสือตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ สอนติวศิลปะ พอเรียนจบมาก็เป็นอาจารย์พิเศษหลายๆ ที่ ถึงแม้จะไม่ใช่เป็นอาจารย์ประจำแต่ก็เป็นอาจารย์พิเศษมา 20 ปีแล้ว  ล่าสุดตอนนี้เป็นอาจารย์พิเศษอยู่ที่เดียว ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี นี่คืองานในส่วนของการสอน ส่วนอีกด้านหนึ่งของงานที่ทำอยู่ก็คือเป็นบรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์สิปประภา ทำหนังสือศิลปะเป็นหลัก ช่วงหลังก็จะมีหนังสือปกิณกะ

 

ทำไมพี่ไม่เลือกเป็นศิลปิน

จริงๆ แล้วเป็นคนที่ชอบศิลปะมาตั้งแต่เด็ก แต่ว่าอย่างที่บอก ใจมันชอบเขียนหนังสือด้วย ครั้งนึงเคยคิดอยากเป็นคนทำงานศิลปะ อยากเป็นคนเขียนโปสเตอร์หนังเก่งๆ อย่างอาเปี๊ยกโปสเตอร์ อยากเป็นศิลปินที่วาดรูปเก่งๆ อย่าง อ.อวบ สาณะเสน อ.อนันต์ ปานินทร์ หรือศิลปินอเมริกันอย่าง แอนดรู วายท์ เราก็อยากวาดรูปได้แบบเขา แต่พอเรียนจบมาจริงๆ แล้วมีความรู้สึกว่าเส้นทางของการเป็นศิลปินมันไม่สามารถที่จะเลี้ยงดูตัวเราเองได้ จะสังเกตดูได้ว่าศิลปินไทยที่เลี้ยงดูตัวเองได้มีไม่กี่คน ยกตัวอย่างเช่น พี่เฉลิมชัย  โฆษิตพิพัฒน์ อ.ถวัลย์ ดรรชนี อ.ประเทือง เอมเจริญ นอกนั้นก็อยู่อย่างค่อนข้างลำบาก คนที่อยู่ได้ก็มักจะเป็นคนที่มีอาชีพอื่นเสริม ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นครูศิลปะนี่แหละ เป็นอาจารย์สอนศิลปะแล้วก็เป็นศิลปินไปด้วยในตัว เราก็เลยมองว่างานศิลปะไม่น่าจะใช่งานที่จะ Support ชีวิตเราได้ ในขณะเดียวกันเราก็สนุกกับงานอื่นด้วยคืองานสอนหนังสือ เขียนหนังสือ งานหลักๆ จริงๆ ก็เลยเป็นงานสอนหนังสือ เขียนหนังสือมากกว่าเพราะมันเลี้ยงชีพเราได้ ส่วนงานศิลปะจะทำเพื่อหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณมากกว่า

 

เป็นโปลิโอตั้งแต่เมื่อไหร่

ตอนอายุ 6 เดือน คือตั้งแต่จำความได้ก็คือเดินไม่ได้เลย ที่เห็นเดินอยู่ทุกวันนี้เพราะใช้รองเท้าเบลส (รองเท้าเสริมเหล็ก) ถ้าถอดร้องเท้าออกก็เดินไม่ได้ ต้องใช้ไม้ยัน

 

คิดว่าตัวเองเป็นคนพิการไหม

ถ้าถามว่าคิดมั้ย คิด แต่ถ้ารู้สึกมั้ย ไม่รู้สึก

 

คิดกับรู้สึกมันต่างกันยังไง

หมายถึงว่าคนอื่นเขามองเราเขาก็มองว่าเป็นคนพิการ แต่ไม่รู้สึกว่าเป็นคนพิการ เพราะเราใช้ชีวิตอยู่อย่างปกติ ชีวิตมันไม่ได้พิกลพิการไปด้วย

 

 

คิดยังไงกับคำว่าความพิการ คนพิการ

คิดว่าเด็กที่เกิดมาพิการ เขาก็คือเด็กธรรมดา ถ้าเราเปรียบเทียบกับหมาขาขาด หมาหางด้วน หมาขาขาดมันไม่รู้หรอกว่ามันขาขาด หมาหางด้วนมันไม่รู้หรอกว่ามันหางด้วนถ้าไม่มีใครไปบอกมัน หมาตัวอื่นก็ไม่ได้รู้สึกว่าหมาขาขาดหมาหางด้วนต่างจากพวกมัน แต่เด็กพิการจะถูกคนอื่นมองว่าพิการ ซึ่งคนเหล่านั้นก็คือพ่อแม่ ลุงป้าน้าอา พี่น้อง คนพวกนี้ทำให้เด็กเป็นคนพิการ เพราะพ่อแม่มองว่าลูกตัวเองพิการก็เลยเลี้ยงแบบเด็กพิการ ไม่ให้ทำอะไรเลย ไม่ให้จับอะไรเลย ไม่ให้แสดงออกอะไรเลย จนเด็กรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่เป็น เพื่อนก็ล้อ ไม่เปิดโอกาสให้เขาทำอะไร ครูบาอาจารย์ก็ไม่เปิดโอกาสให้เด็กพิการทำอะไร เพราะฉะนั้นความพิการไม่ได้เกิดที่ขา ที่ตา ที่แขน ที่ร่างกาย แต่เกิดที่ใจ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมมองคือ ถ้าจะทำให้คนพิเศษพวกนี้อยู่ได้ สิ่งแวดล้อม พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ พี่น้อง เพื่อน ต้องมีความเข้าใจว่าคนที่เกิดมาพิการ ไม่ได้ต้องการอยู่อย่างพิการ แต่เขาพิการเพราะคนรอบตัวนี่แหละไปทำให้เกิดความพิการ ถ้าคุณมองเขาปกติเขาก็แสดงออกอย่างปกติ ผมเป็นคนที่โชคดีที่พ่อแม่พี่น้องมองผมปกติ ผมก็เลยโตมาเหมือนคนปกติ เพราะใจผมปกติ ใจผมไม่พิการ

 

 

ปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน

ด้วยความที่เราเป็นคนขาพิการก็อาจจะทำอะไรไม่ค่อยคล่อง อย่างแรกเลยที่เป็นปมมาตั้งแต่เด็กก็คือความไม่มั่นใจตัวเองในบางเรื่อง อย่างเช่นว่าบางทีเราจะต้องออกไปสู่สื่อสาธารณะ หรือบางครั้งเราอยากแสดงออกในบางเรื่อง เราก็จะเขินๆ ไม่ค่อยมั่นใจนัก อุปสรรคอันต่อมาก็คือเรื่องของสถานที่บางทีก็ทำให้เราทำอะไรไม่ค่อยสะดวก เช่น บันไดสูงๆ ที่ไม่มีราวให้เกาะ หรือไม่มีทางลาด ไม่มีลิฟท์ บางทีเราต้องออกไปทำงานข้างนอก เจอที่จอดรถไกลๆ หรือไม่มีที่จอดรถสำหรับคนพิการก็ลำบาก ยกตัวอย่างง่ายๆ ผมต้องไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติปีละ 2 หน แต่ศูนย์ประชุมแห่งชาติฯ ไม่มีที่จอดรถสำหรับคนพิการ กว่าจะวนหาที่จอดรถได้ โน่น หลังโรงงานยาสูบ แล้วกว่าจะเดินเข้ามาถึงตัวอาคารอีก บางวันขนซื้อหนังสือกลับ กว่าจะเดินถึงรถก็เล่นเอาหอบ แต่ว่าไอ้เรื่องความไม่มั่นใจในตัวเองมันหายไปตอนอายุมากขึ้น พอเราแสดงความสามารถออกไปเต็มที่คนก็ยอมรับ สิ่งแรกที่จะทำให้เรามั่นใจในตัวเองไม่ใช่ว่าทำให้ตัวเองมั่นใจ แต่ว่าจะต้องสร้างศักยภาพอะไรบางอย่างออกมาให้เป็นที่ประจักษ์ ให้คนอื่นยอมรับ นั่นจะช่วยให้เรามีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น

 

เคยรู้สึกท้อแท้ในชีวิตบ้างหรือเปล่า

พูดตรงๆ เลยว่าเกิดมาไม่เคยรู้สึกท้อแท้เลยในเรื่องความพิการ แต่อาจจะหงุดหงิดบ้าง เช่นว่าเดินตามเพื่อนไม่ทัน วิ่งไม่ได้ หรือสมัยวัยรุ่นเวลาอกหักก็โทษตัวเองนิดหน่อยว่าเป็นเพราะฉันขาพิการล่ะสิเธอถึงไม่รักฉัน (หัวเราะ) เป็นความน้อยใจเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่เคยรู้สึกว่าขาพิการแล้วชีวิตนี้ไม่มีอะไรเหลือแล้ว อันนี้ไม่เคยเป็น

 

เหตุการณ์หรือเรื่องที่ประสบรุนแรงที่สุดในชีวิต

ก็คงจะเป็นเรื่องที่ตอนอายุ 6 เดือนแล้วเป็นโปลิโอนี่แหละ ตอนนั้นเรายังจำความไม่ได้ ถ้าถามพ่อ พ่อคงเสียใจมากเหมือนกันนะ เพราะว่าพ่อเป็นคนที่ใกล้ชิดเราที่สุดตอนนั้น อยู่ดีๆ ลูกชายก็ตัวอ่อนตัวพับ แล้วก็ขาลีบเสียไป หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็ใช้ชีวิตปกติมาก เพราะครอบครัวจะเลี้ยงดูแบบปกติ ไม่เคยมีอุบัติเหตุรุนแรง อาจจะมีบ้างที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นคือจมน้ำหลายครั้ง ตอนเด็กๆ 2 ครั้ง ตอนเรียนประถมครั้งนึง ตอนโตมาจมน้ำที่เกาะสีชังอีกครั้งนึง เป็นคนจมน้ำบ่อย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน (หัวเราะ)

 

 

มีคติประจำใจอะไรในการใช้ชีวิต

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่น ใช้มาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เป็นคนที่อยากทำอะไรก็จะพยายาม พยายามมากกว่าคนอื่นเป็นพิเศษ อย่างเราเป็นคนขาพิการ คนต้องมองว่า ว่ายน้ำไม่ได้ ขี่จักรยานไม่ได้ ขับรถไม่ได้ เล่นอะไรที่มันโลดโผนไม่ได้ แต่เราเป็นเด็กพิการที่ว่ายน้ำเป็น ขี่จักรยานได้ ขับรถไปรับสาวได้ เล่นกีฬาบางอย่างที่คนขาพิการไม่น่าจะเล่นได้ เป็นข้อพิสูจน์ที่ทำให้เราเชื่อว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่น

 

ความฝันของพี่ ?

อันแรกเลยคืออยากเป็นศิลปิน อยากวาดรูป ตอนนั้นผมเป็นเด็ก มองอะไรแคบๆ ก็เลยรู้สึกว่าถ้าเราเป็นศิลปินวาดรูป เราคงมีความสุขอยู่กับการวาดภาพ มีคนชื่นชมผลงานของเรา พอโตขึ้นเป็นคนชอบงานเขียน ก็อยากทำงานเขียนของเราให้เป็นที่ประจักษ์ ก็อยากเป็นนักเขียน แต่ ณ เวลานี้ผมมาเป็นคนทำหนังสือ ผมก็อยากจะให้หนังสือของผมมีประโยชน์กับคนอ่านมากที่สุด ทั้งหนังสือศิลปะและหนังสืออื่นๆ คนหยิบหนังสือเราไปเปิดอ่านแล้วสามารถที่จะวาดรูปได้ มีความเข้าใจเรื่องศิลปะ มีความสุขกับหนังสือของเรา ซึ่งคนเราถ้าจิตใจมีความสุขแล้วร่างกายมันก็มีความสุขตามไปด้วย ความคิดของผมมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่มันไม่ได้เปลี่ยนแบบแตกกระจายนะ มันเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมและสิ่งที่เข้ามาในช่วงชีวิตนั้นๆ

  

มองศักยภาพของคนพิการไทยเป็นอย่างไรบ้าง

จริงๆ แล้วคนพิการทั่วโลกก็เหมือนกันแหละ มีศักยภาพ มีความบกพร่องในตัวเองจำนวนหนึ่ง แต่ปัญหาใหญ่ก็คือว่าเมืองไทยเราเนี่ยยังให้ความสนับสนุนในเรื่องของโอกาสสำหรับคนพิการน้อยเกินไป ทำให้เราไม่สามารถเห็นศักยภาพของคนพิการได้ มันไม่ได้หมายความว่าคนพิการไทยไม่มีศักยภาพ แต่หมายความว่ารัฐเอง หรือว่าหน่วยงานหรือว่าสังคมเองก็แล้วแต่ ให้โอกาสกับคนพิการในแต่ละด้านน้อยเกินไป เช่น หนึ่งเลยให้โอกาสทางการศึกษาน้อย เด็กพิการมักจะไม่ได้รับการศึกษามากพอ เมื่อเขาไม่ได้รับการศึกษามากพอเขาก็กลายเป็นคนพิการจริงๆ ไปเลย เพราะเขาไม่มีความรู้ที่จะสามารถพัฒนาบุคลิกภาพหรือศักยภาพของตัวเองได้ อันที่สองคือเรื่องสิ่งแวดล้อม ก็คือสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เป็นคนพิการ อีกอันหนึ่งคือทัศนคติของคนในสังคมไทยเรายังไม่เปิดโอกาสให้คนพิการได้แสดงศักยภาพ ทัศนคติส่วนใหญ่ก็จะมองคนพิการเป็นคนง่อยเปลี้ยเสียขาตาบอด คือไม่ใช่คนปกติ เพราะฉะนั้นเวลาจะดูแลคนพิการก็จะดูแลเหมือนคนพิการ

 

คิดอย่างไรกับเรื่องสุขภาพกับคนพิการ

มีอยู่เรื่องนึงที่หลายคนเข้าใจผิด คือยังมองว่าคนพิการก็ดูแลเรื่องความพิการอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ คนพิการก็สามารถที่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้ โรคหัวใจได้ โรคทั่วไปที่คนทั่วไปเป็นได้ สิ่งหนึ่งที่เคยได้ยินคนพิการพูดให้ฟังว่า ถ้าเราออกกำลังกายไม่ได้เราก็ต้องดูแลเรื่องโภชนาการ เช่นคนพิการอาจจะเคลื่อนไหวตัวได้น้อยซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอ้วน ก็ต้องระมัดระวังเรื่องการรับประทานไขมัน หรือว่าอย่าทานอาหารเยอะเกินไป และก็เรื่องของการออกกำลังกายก็เหมือนกัน คือจริงๆ แล้วในมุมของการออกกำลังกายไม่ได้แปลว่าต้องไปจ้อกกิ้ง ไปว่ายน้ำหรือไปยกดัมเบล แต่ว่าอะไรก็แล้วแต่ที่เราออกแรงมากกว่าปกติแล้วได้เหงื่อก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายทั้งสิ้น คนพิการก็ต้องดูแลสุขภาพในเรื่องตรงนี้ด้วยเหมือนกัน

 

สุขภาพจิตล่ะ ?

การที่เขาพิการไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เขาสุขภาพจิตไม่ดี แต่สิ่งที่จะทำให้คนพิการสุขภาพจิตไม่ดีคือสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งที่อยู่รอบตัวเขานั่นแหละ การมองเขาเป็นคนพิการ การมองเป็นคนไม่สมประกอบ การไม่ให้โอกาสเขา การช่วยเหลือที่ไม่มีเหตุผลและมากเกินไป เป็นตัวบั่นทอนสุขภาพจิตคนพิการ สังเกตดูว่าเกิดจากสิ่งแวดล้อมทั้งนั้นเลย

  

เห็นว่าชอบทำกิจกรรมกับมูลนิธิ ?

            เป็นอาสาสมัครด้านศิลปะที่มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ และมูลนิธิดวงประทีป เคยเป็นนักจัดรายการวิทยุชุมชนคลองเตยที่คลื่น แล้วก็ชมรมมนุษย์ล้อนานาชาติเนี่ย (หัวเราะ)

 

ฝากถึงผู้อ่านหน่อยครับ

อยากจะฝากแบบนี้นะครับว่า ขนาดผมเองเป็นคนขาพิการ ก็ยังสนใจเรื่องสุขภาพ ก็อยากจะให้ผู้อ่านสนใจสุขภาพตัวเองด้วย แล้วที่สำคัญอยากจะพูดตรงนี้ก็คือ เวลาเห็นคนที่ร่างกายสมบูรณ์ครบ 32 ทำร้ายตัวเองแล้วผมเสียดายแทนมากๆ เลย ทำร้ายตัวเองคืออะไร ยกพวกตีกัน ฆ่าตัวตาย ขับรถซิ่ง เมาแล้วขับ กินเหล้าจนตับแข็ง สูบบุหรี่จนเป็นมะเร็งตายไป หรือไปเอายาเสพติดมาฉีดเข้าร่างกายทำให้ร่างกายมันเสียเปล่าๆ เพราะฉะนั้นคนที่ขาแข้งดีๆ สุขภาพครบสมบูรณ์ อยากจะฝากเลยว่าคุณเกิดมาโชคดีแล้วที่มีครบ 32  ควรดูแลสุขภาพ ดูแลร่างกายตัวเองให้ดีๆ และใช้ประโยชน์กับมันให้เต็มที่ในการสร้างความสุขให้กับตัวเอง สร้างความสุขให้กับสังคมแล้วก็เผื่อแผ่ให้ถึงคนอื่นๆ บ้าง.





Sale
บ้านครูอุ๋ย สอนศิลปะ
:: เปิดให้จองอัลบั้ม แรงบันดาลใจ::
หนังสือแนะนำ
นิยายรัก(update)
ติดต่อเรา
ใบสั่งซื้อหนังสือ



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
สำนักพิมพ์สิปประภา บริษัท สมาร์ทเฮด จำกัด
โทร.02-192-3060 Fax : 02-192-3280
E-mail : sipprapa@yahoo.com
webmaster : ANAN